จีนเอาคืน "ทรัมป์" ขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ 25%
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เวลา 08:18 น.

 

จีนประกาศขึ้นถาษีในอัตราสูงสุด 25% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐมากกว่า 5,000 รายการ ซึ่งมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 2 ล้านล้านบาท ตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีของอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่ากระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ เรื่องการขึ้นภาษีในอัตราระหว่าง 5% ถึง 25% ต่อสินค้ามูลค่าราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.89 ล้านล้านบาท ) ที่ส่งออกจากอเมริกา จำแนกออกเป็นสินค้า 5,140 รายการ โดยสินค้าที่อยู่ในรายชื่อส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินค้าเกษตร รวมถึงผักแช่แข็ง อาทิผักโขมแช่แข็ง เมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รวมถึงแบตเตอรี่ และสินค้าพลังงานอย่างผลิตภัณฑ์จากก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี ) ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. นี้เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า มาตรการดังกล่าวคือการตอบโต้นโยบายกีดกันการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และหวังว่ารัฐบาลวอชิงตันจะใช้ช่วงเวลานี้ "ทบทวนสิ่งที่ถูกต้อง" ด้านสมาคมถั่วเหลืองอเมริกันซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้อย่างหนัก ออกแถลงการณ์เรียกร้องทั้งสองประเทศ "ยุติศึก" โดยเร็วที่สุด หลังทรัมป์ออกคำสั่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ตั้งกำแพงภาษีและขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน "เกือบทุกรายการที่เหลือ" ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนขึ้นภาษี ( ราว 9.5 ล้านล้านบาท ) โดยคำสั่งดังกล่าวออกมาภายเพียงวันเดียว หลังรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากเดิม 10% ขึ้นเป็น 25% ต่อสินค้าของจีน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 6.3 ล้านล้านบาท ) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา

 

มาตรการตอบโต้ของรัฐบาลปักกิ่งเกิดขึ้นแม้ทรัมป์ทวีตถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าการขึ้นภาษีต่อสินค้าของอเมริกาจะกลายเป็น "ทางเลือก" ให้รัฐบาลวอชิงตันถอยห่างจากจีนแล้วไปค้าขายกับประเทศอื่่นแทน พร้อมทั้งเตือนว่า สิ่งที่อีกฝ่ายควรปฏิบัติมากที่สุดในตอนนี้คือการเร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวด้วยว่าเขาจะพบหารือกับผู้นำจีนในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งการพบกันของผุ้นำทั้งสองประเทศที่มีโอกาสเป็นไปได้มาที่สุด คือนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ "จี20" ที่เมืองโอซาก้าของญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนหน้า

 

ที่มา เดลินิวส์