ตลาดผันผวน ทรงๆ ทรุดๆ
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ.2562 เวลา 07:47 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ 1,643.76 จุด เพิ่มขึ้น 0.46% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,448.32 ล้านบาท ลดลง 27.09% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.33% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 345.63 จุด 

 

หุ้นไทยร่วงลงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลต่อความไม่แน่นอนในประเด็นการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนโดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสื่อสารและพลังงาน ดัชนีฯ กลางสัปดาห์ มีแรงฉุดจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯ 

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงที่เหลือโดยมีแรงหนุนจากรายงานข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน นอกจากนี้ การทำ Window Dressing ก่อนสิ้นไตรมาส 3/ ยังช่วยหนุนให้ตลาดดีดตัวขึ้น

 

ขณะที่ทิศทางในสัปดาห์วันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,630 จุดและ 1,610 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 จุดและ 1,670 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ความคืบหน้าประเด็นการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน สถานการณ์การเมืองภายในของสหรัฐฯ สถานการณ์ BREXIT รวมถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนก.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite เดือนก.ย.ของยูโรโซนและญี่ปุ่น และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนส.ค.ของยูโรโซน

 

ด้านบล. เอเชียพลัส  ระบุว่า   ตลาดหุ้นในช่วงวันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค.จะผันผวนไซด์เวย์ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,610-1,650 จุด  

 

โดยให้จับตาใน  3 ประเด็น คือ  การหารือลดข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐ ของนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน กับสหรัฐ   ซึ่งให้น้ำหนักเชิงบวกว่าน่าจะมีความคืบหน้า   

 

ประเด็นที่ 2 คือ ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ญี่ปุ่นจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8% เป็น10%  ซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคภาคครัวเรือน  เพราะญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ดังนั้นมองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาด้วยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย  รวมถึงการใช้มาตรการคิวอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

3.ปัจจัยในในประเทศให้น้ำหนัก Earnings Preview  หรือการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่ากำไรจะชะลอตัวลง เนื่องจากถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและยาวที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ  ขณะที่ทิศทางสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอตัวลง  ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกดดันตลาดหุ้นไทย

 

ขณะที่ปัจจัยหนุนห้น้ำหนักไปที่ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวระดับสูงยืนระดับราคา  60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกหาง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน คาดว่าจะสามารถช่วยพยุงตลาดได้ 

 

สำหรับ ทิศทางตลาดหุ้นในเดือน ต.ค.ลุ้นโอกาสที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency)ปรับเพิ่มอันดับ Credit Rating ของไทย 1 ขั้นเป็น Upper Medium Grade จากอยู่ที่ Lower Medium Grade โดยต้องจับตาการประกาศที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.- ธ.ค.2562 

 

ทั้งนี้ กระแสการมีโอกาสปรับเครดิตเติ้ง เริ่มมาจากปลายเดือน ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings และ Moody's ได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย (Outlook)เป็นระดับบวก (Positive) จากเดิมอยู่ในระดับคงที่ (Stable)

 

เหตุผลคือ ไทยมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.2 แสนล้านเหรียญ และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันถึง 5 ปี เป็นต้น แม้จะยังไม่มีการปรับ Credit Rating ไทยโดยยังอยู่ที่ BBB+ และ Baa1 ตามลำดับ

 

บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาส 2 ทาง คือ 1.ไทยได้รับยกระดับ Credit Rating ขึ้น จะถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งการลงทุนทางตรง เและการลงทุนทางอ้อม เช่น ในทุนตราสารหนี้ และหุ้น  2.ยังคงระดับ Credit Rating ไทยที่เดิม เนื่องจากยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ยังไม่สนับสนุน คือ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง   หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง และปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะยังมีความไม่แน่นอน

 

โดยให้น้ำหนักทางที่ 2 มากกว่าทางแรก เนื่องจากพิจารณาในอดีต องค์ประกอบการสำคัญที่สถาบันเครดิตเรทติ้งพิจารณาปรับเครดิตเรทติ้งหลักๆ คือ การเติบโตของเศรษฐกิจและการเมืองต้องแข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ตาม บล.โนมูระ พัฒนสิน  ลุ้นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P หรือ Moody's พิจารณาปรับเพิ่มเครดิตไทย โดยมองว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติพลิกมาเป็นยอดซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี 

 

มูลค่ากว่า 2.98 หมื่นล้านบาท จากแรงหนุนของการได้มาของทีมบริหารประเทศตามระบบรัฐสภา ช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง และหนุนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น 

 

ขณะที่ค่าประกันความเสี่ยง (CDS)5 ปี ของไทย ลดลงต่อเนื่อง และเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2006-2007 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ S&P Credit ได้ปรับเครดิตไทยขึ้น 

 

ดังนั้น มีโอกาสที่เราจะเห็น S&P หรือ Moody's พิจารณาปรับเพิ่มเครดิตไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้-ครึ่งแรกปี63 ได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็น Upside Risk ของตลาดหุ้นไทย โดยวางดัชนีเป้าหมายปี 2562 ที่ระดับ 1,800 จุด อิง PER 16.7 เท่า และกรณีดีสุดที่ 1,887 จุด หากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าอย่างมีนัยฯ และมีโอกาสที่ SET จะทำจุดสูงสุดใหม่ช่วงครึ่งหลังปี63  

 

ด้านตลาดการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองถึง ค่าเงินบาทในช่วงวันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  เงินบาทอยู่ในช่วงพักฐาน  

 

ขณะที่นักลงทุนได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนอาจเห็นค่าเงินบาทในช่วงนี้อ่อนค่าได้ จากที่ก่อนหน้านี้แข็งค่าต่อเนื่องมากว่า 6% และปัจจุบันแม้ว่าทิศทางการค้าโลกเริ่มดีขึ้น แต่ต้องรอดูผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าว่าจะออกมาอย่างไร  

 

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคตั้งแต่ 2 ก.ย. -27 ก.ย. พบว่าเยน-ญี่ปุ่นอ่อนค่าสุดที่ระดับ 1.4% ส่วนบาท-ไทยอ่อนที่ระดับ 0.18%  ขณะที่สกุลเงินอื่นแข็งค่า  เช่น ดอลลาร์-ไต้หวัน 1.1% วอน-เกาหลีใต้ 0.95% รูปี-อินเดีย 0.9 %  หยวน-จีน 0.6% ริงกิต-มาเลซีย 0.4%  ดอลลาร์-สิงคโปร์  0.4% เปโซ-ฟิลิปปินส์ 0.3%  รูเปียห์-อินโดนีเซีย  0.1 %   ส่วนภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายตั้งแต่ 2 ก.ย.-26 ก.ย.พบว่า ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 8,700 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตร 23,000 ล้านบาท  

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกและนำเข้าต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือการใช้สกุลเงินท้องถิ่นทำการค้าขายแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อป้องกันค่าเงินที่ผันผวน และลดต้นทุนจากการใช้สกุลกลางอย่างดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันต้องติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาคด้วย

 

โดยในวันศุกร์ที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ 30.64 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.46 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ก.ย.)

 

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.50-30.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงวันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค.นี้

 

โดยปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนส.ค. ของธปท. และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนี PMI และ ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนก.ย. และรายจ่ายด้านการก่อสร้างเดือนส.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูล PMI เดือนก.ย. ของจีน ยูโรโซน และญี่ปุ่น รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด สถานการณ์การเมืองภายในของสหรัฐฯ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และทางออกของเรื่อง BREXIT