ตามตัวเลขเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ยโลก
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2562 เวลา 08:01 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์ 

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ Room44”

 

เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ 30.52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติประกอบ

 

กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ กระตุ้นการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงต่อมา ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแรงหนุนบางส่วนจากแรงซื้อคืนเพื่อปรับโพสิชันก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์

 

ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 5 ก.ค.เงินบาทปิดที่ 30.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 มิ.ย.)

 

ส่วนสัปดาห์วันที่ 8-12 ก.ค.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.50-30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจใน ประเทศน่าจะอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลที่อาจจะมีความคืบหน้า

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย สัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากสุนทรพจน์ของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส และถ้อยแถลงของเจ้าหนา้ที่เฟดระดับ สูงอื่นๆ ในระหว่างสัปดาห์ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน และทิศทางการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส าคัญระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดชันีราคาผู้บริโภคและดชันีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. ตัวเลขสต็อกสินค้าภาคการค้าส่งเดือน พ.ค. รวมถึงบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 18-19 มิ.ย.

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนติดตามอยู่ในคืนนี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยหากออกมาดีกว่าคาดจะทำให้เงินบาทอ่อนค่า แต่หากตัวเลขแย่ หรือ ต่ำกว่าคาดก็จะคงเห็นเงินบาทแข็งค่าต่อไป ประกอบกับ ต้องติดตามท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หลังออกมาระบุเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ธปท. ไม่ปิดโอกาสที่จะลดดอกเบี้ย 

โดยสัปดาห์หน้าคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.60-30.80 บาท/ดอลลาร์

 

ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวน โดยกลับมาปิดปลายสัปดาห์ที่ 1,731.23 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.05% จากสัปดาห์ก่อน ทั้งๆ ที่ระหว่างสัปดาห์จะแตะระดับสูงสุดรอบ 9 เดือนครั้งใหม่ที่ 1,747.53 จุด  ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 70,177.84ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.55% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.25% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 364.48 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศขานรับข่าวการกลับมาเจรจาการค้ากันอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดเผชิญแรงกดดันในเวลาต่อมาตามปัจจัยการเมืองในประเทศและแรงขายทำกำไรของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบัญชีหลักทรัพย์ดัชนีฯ ฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากปัจจัยการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 8-12 ก.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่1,715 จุเและ 1,700 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,745 จุดและ 1,765 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ รวมถึงดัชนีราคาผู้บ ริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน มิ.ย.ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน มิ.ย. ของญี่ปุ่น รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ค. ของยูโรโซน

 

ทั้งนี้  ในช่วงก่อนการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 และงวดรวมครึ่งปี ซึ่งคาดว่าหลายบริษัทที่มีกำไรดี และประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ทำให้มีหลายโบรกเกอร์แนะให้ทยอยดักซื้อหุ้นที่คาดว่า จะประกาศจ่ายเงินปันผลดี เพื่อหวังเก็งกำไรจากทั้งเงินปันผลและราคาหุ้นที่ปรับขึ้น

 

บล.เอเซียพลัส แนะว่า จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี หากซื้อหุ้นปันผลก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 2 เดือน และขายทำกำไรในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD มีโอกาสให้ผลตอบแทนระดับ 3-4% และมีโอกาสที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า 80%

 

โดยเลือกหุ้นกลุ่มที่มีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ทั้งปีมากกว่า 4% ขึ้นไป ทั้งนี้ปกติช่วงประกาศงบฯ ไตรมาส 2 ดัชนีตลาดจะปรับตัวลดลงเฉลี่ย 2-3% แต่หุ้นที่มีปันผลโดดเด่นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกัน 

 

ขณะที่ บล.บัวหลวง ให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ควรจะมี Dividend Yield สำหรับรอบมากกว่า 2% ขึ้นไป หรือมากกว่า 4% ต่อปี โดยต้องมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 ปีติดต่อกันทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในเลือกหุ้นปันผล ให้ประเมินแนวโน้มธุรกิจว่ามีการเติบโต ไม่ควรเลือกแต่หุ้นที่มียีลด์สูงอย่างเดียว เพราะหากไปเจอหุ้นที่ธุรกิจกำลังเป็นขาลง อาจจะกลายเป็นขาดทุนจากราคาหุ้นแทน

 

ขณะที่ข่าวคราวที่น่าสนใจ ในช่วงสุดสัปดาห์เป็นเรื่องของระบบการเงิน  ทั้งฝั่งตลาดการเงิน และสถาบันการเงิน

               

ข่าวแรกประธานาธิบดีตุรกีสั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางตุรกี ตลาดคาดขัดแย้งเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

สื่อของทางการตุรกีรายงานว่า ประธานาธิบดีเรเซพ ตอยยิบ เออร์โดกันแห่งตุรกีได้สั่งปลดนายมูรัต เซตินคายา ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางตุรกีแล้วในวันนี้ และแต่งตั้งให้นายมูรัต ยูซอล รองผู้ว่าการขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่

 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางตุรกีเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมาจากปธน.ตอยยิบ เออร์โดกัน ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่ไม่มีการให้เหตุผลอย่างเป็นทางการสำหรับการปลดนายเซตินคายาออกจากตำแหน่ง แต่ตลาดคาดการณ์ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นายเซตินคายาอาจถูกปลดจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

นายเซตินคายาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางตุรกีมาตั้งแต่เดือนเม.ย. 2559

 

ขณะที่ ธนาคารใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ยังแก้ปัญหาฐานะไม่ได้ ดอยซ์แบงก์เตรียมพิจารณาแผนปรับโครงสร้างธนาคารและลดพนักงาน 2 หมื่นราย

 

คณะกรรมการบริหารดอยซ์แบงก์คาดว่า จะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีในวันนี้ ภายหลังจากที่ดอยซ์แบงก์คว้าน้ำเหลวในการเจรจาเพื่อควบรวมกิจการกับคอมเมิร์ซแบงก์เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

 

ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างดังกล่าว จะมีการปรับลดพนักงานถึง 2 หมื่นราย โดยนายคริสเตียน เซวิง ซีอีโอของดอยซ์แบงก์ กล่าวว่า เราได้เตรียมพร้อมที่จะปรับลดพนักงานแล้ว ทั้งนี้ การปรับลดพนักงานดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยสาขาที่ลอนดอนและนิวยอร์กจะเป็นสาขาที่ได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนพนักงานเป็นจำนวนมากครั้งนี้