ผันผวน-กังวลสงครามการค้าปะทุ-เศรษฐกิจถดถอย

 

สำรวจมุมมองของตลาดหุ้นไทย...และปัจจัยที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ รูม44”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภาพรวมนักลงทุนรอความชัดเจนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ตัวเลขส่งออกเดือนก.ค.ของไทยซึ่งออกมาดีกว่าคาดการณ์ ช่วยหนุนดัชนีฯ ให้ฟื้นกลับมาได้ช่วงกลางสัปดาห์หลังร่วงลงแรงในวันก่อนหน้าตามแรงเทขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ ความคาดหวังว่าประธานเฟดจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับดอกเบี้ยสหรัฐฯ ช่วยหนุนให้ดัชนีฯ ดีดตัวขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ 

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดที่ระดับ 1,646.68 จุด เพิ่มขึ้น 0.94% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 57,927.31 ล้านบาท ลดลง 23.38% 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.31% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 351.11 จุด 

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.ฟินันเซียไซรัส มองว่า  ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 26-30 ส.ค.นี้ ยังคงผันผวนต่อเนื่อง  หลังจากนักลงทุนผิดหวังที่นายเจอโรม พาวเวล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลล์

 

ส่งผลให้ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ แต่ตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวลงไม่มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และกำไรของบริษัทจดทะเบียนของไทยถือว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว 

 

ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรก และเตรียมที่จะออกแพคเกจรอบ 2 ในการประชุมครม.เศรษฐกิจวันที่ 30 ส.ค.นี้  รวมทั้ง ต้องติดตามเป็นเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังยืดเยื้อและคาดว่ามีผลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

 

ประเมินแนวรับแรกที่ 1,600 จุด และแนวรับต่อไปที่ 1,590 จุด  ซึ่งเห็นว่าหากหุ้นปรับตัวลงเป็นช่วงจังหวะเข้าซื้อ และขายเล่นรอบ

 

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ให้แนวรับดัชนีหุ้นไทยที่ 1,635 จุดและ 1,620 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,655 จุดและ 1,675 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของไทย สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าสหรัฐฯ-จีน สถานการณ์การเมืองในอิตาลี รวมถึงประเด็นความเสี่ยง BREXIT 

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/62 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนก.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ของจีน รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น

 

ด้านฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส  ให้ความสำคัญกับตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 2 ของสหรัฐฯที่จะประกาศครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 ส.ค.นี้เช่นกัน  โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 2% จากที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่าเติบโต 2.1% รวมถึงความคืบหน้าเรื่องการลดข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในต้นเดือนก.ย.  

 

ส่วนประเด็นที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ย แต่ความคิดเห็นของตลาดคาดการณ์ในระดับใกล้ 100% ว่าการประชุมเอฟโอเอ็มซีในเดือนก.ย.นี้เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% 

 

แต่หลังจากนั้นในการประชุมช่วงที่เหลือของปีอีก 2 ครั้งต่อไปจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ คงต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะชะลอตัวลงมากน้อยแค่ไหน จากผลกระทบสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  ซึ่งเฟดสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 8 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การจะดำเนินการดังกล่าวได้เศรษฐกิจสหรัฐต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงซับไพร์ม

 

ขณะที่ในประเทศต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 วันที่ 30 ส.ค.นี้เกี่ยวกับแพจเกจการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ และมาตรการอื่น ๆ ว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากน้อยแค่ไหน  ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ เช่น กระเบื้อง และยางพารา  

 

ประเมินแนวรับแรกสัปดาห์หน้าที่ 1,630 จุด แนวรับต่อไปที่ 1,615 จุด  แนวต้านที่ 1,650 จุด

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้วิพากษ์วิจารณ์นายพาวเวลล์ ประธานเฟด อย่างรุนแรงหลังเขาไม่ได้ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจน และระบุว่า “เขาจะไม่ยับยั้ง หากนายพาวเวลเสนอที่จะลาออกจากตำแหน่ง”

 

โดยเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างที่จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมซัมมิต G7 ที่ฝรั่งเศสว่า “เขาไม่พอใจการทำงานของนายพาวเวลล์”

 

ฝั่งตลาดการเงิน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค 

 

ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยแม้นักลงทุนต่างชาติจะมีสถานะขายสุทธิในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยในระหว่างสัปดาห์ แต่เงินบาทก็ยังคงแข็งค่าได้ต่อเนื่องจนถึงปลายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดรอประเมินสัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากสุนทรพจน์ของประธานเฟด

 

โดยปิดตลาดวันศุกร์ที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (16 ส.ค.)

 

ทั้งนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ตั้งแต่ 1 ส.ค.-23 ส.ค.พบว่า  สกุลเงินในภูมิภาคส่วนใหญ่อ่อนค่าลง เช่น รูปี-อินเดีย  4.2% เปโซ-ฟิลิปปินส์  2.8 % หยวน-จีน 2.7 % วอน -เกาหลีใต้ 2.5% รูเปียห์-อินโดนีเซีย 1.6%  ริงกิต-มาเลเซีย 1.5 %ดอลลาร์-ไต้หวัน1%  ดอลลาร์-สิงคโปร์ 0.9% บาท-ไทย 0.1% ยกเว้นเยน-ญี่ปุ่นแข็งค่า  2.1%  

 

ขณะที่เงินบาทของไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งในกรอบแคบ 0.3-0.5 สตางค์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวยังเกาะกลุ่มภูมิภาคแต่อ่อนน้อยกว่าเพื่อนบ้าน  

 

ส่วนปัจจัยในประเทศรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐรอบ 2 และการเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยใช้ส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมื่อส่งออกมีปัญหาและรับผลกระทบจากสงครามทางการค้าทำให้เศรษฐกิจขาดความชัดเจนต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเข้ามาช่วยเสริม 

 

ขณะที่ตั้งแต่ 1 ส.ค.-22 ส.ค.ที่ผ่านมาพบว่า ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 50,000 ล้านบาท และขายพันธบัตรสุทธิ 27,000 ล้านบาท  

 

โดยฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองค่าเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 26-30 ส.ค.แนวโน้มเงินบาทยังผันผวนจากปัจจัยลบในต่างประเทศ ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและใช้สกุลท้องถิ่นทำการค้าขายเพิ่มขึ้นแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.65-30.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยต้องจับตามุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ภายหลังสุนทรพจน์ของประธานเฟด ขณะที่ ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ประกอบด้วย สถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และ BREXIT 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีขายบ้านที่รอปิดการขาย รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก Core PCE Price Index เดือนก.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนมิ.ย. และจีดีพีไตรมาส 2/62 (Prelim.) นอกจากนี้ ตลาดในประเทศอาจรอติดตามรายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนก.ค. ของธปท. ในช่วงปลายเดือนด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ หลังจากที่จีนประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐวงเงิน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอัตรา 5-10% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตอบโต้ในทันทีด้วยการทวีตเรียกร้องให้บริษัทสหรัฐย้ายการดำเนินธุรกิจออกจากจีนในทันที และระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2.50 แสนล้านดอลลาร์เป็น 30% จาก 25% ในปัจจุบัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ 

 

ที่ประชุมผู้นำประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก 7 ประเทศ ประกอบด้วย อังกฤษ, แคนาดา, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รวมถึงสหภาพยุโรป หรือ G7 ได้พยายาามหาแนวทางป้องกันผลกระทบเศรษฐกิจโลก ขณะสงครามการค้ารอบ 2 

 

โดยคาดว่าจะหารือกันถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยจะพยายามหาแนวทางความร่วมมือในการป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในอนาคตร่วมกัน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งกำลังปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และความไม่แน่นอนในการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ รวมทั้งคาดว่า จะแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องความไม่เท่าเทียมและปัญหาในทวีปแอฟริกาด้วย

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะพบปะกันนอกรอบการประชุมซัมมิต G7 ที่เมืองบิอาร์ริตซ์ของฝรั่งเศส 

 

โดยคาดว่าจะหารือกันในประเด็นเรื่องการค้าทวิภาคี หลังจากผู้แทนเจรจาระดับสูงของสองประเทศเห็นพ้องกันในกรอบข้อตกลงทางการค้าที่จะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงร่วมกันในเดือนก.ย.นี้

 

นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในตะวันออกกลาง รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของเกาหลีเหนือ ซึ่งล่าสุดเพิ่งยิงขีปนาวุธข้ามทวีปพิสัยใกล้ 2 ลูกลงสู่ทะเลทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศเมื่อวานนี้ ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกมาหารือระหว่างพบปะกันของทั้งสองผู้นำโลกในครั้งนี้ด้วย