มติครม.ประจำวันที่ 12 ม.ค.64

 

อนุมัติงบกลาง 473 ล้านบาท สำหรับค่าใช้จ่าย State Quarantine ระยะที่ 5

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบวงเงิน   473,150,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) จำนวน 22,248 คน  ระยะที่ 5 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563) โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้เบิกจ่ายในงบดำเนินงาน

 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ร่วมกันจัดสถานที่/พื้นที่สำหรับสังเกตอาการ เพื่อใช้ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ที่ผ่านมา ได้ใช้สถานที่ราชการ 2 แห่ง และโรงแรมเอกชน 26 แห่ง จัดตั้งพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) รองรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและเข้ารับการกักกันตัวในพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) จำนวน 63,570 คน ตั้งแต่ 7 มีนาคม - 30 กันยายน 2563 (ระยะที่ 1 -ระยะที่ 4) โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,536,340,514 บาท

 

ครม.ไฟเขียว เพิ่มเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ ม.ปลาย-อาชีวะ รับเงินเพิ่มสูงสุดอีกปีละ 6,100 บาท เป็น 9,100 บาท
 
น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแผนการใช้เงินของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ประจำปีงบประมาณ 2565 รวมวงเงินทั้งสิ้น 7,635.67 ล้านบาทประกอบด้วย 9 แผนงาน ได้แก่ นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาวงเงิน 364 ล้านบาท , ส่งเสริมโอกาสและพัฒนาคุณภาพนักเรียนวงเงิน 4,847.52 ล้านบาท, สร้างนวัตกรรมการพัฒนาครูและสถานศึกษาวงเงิน 459.15 ล้านบาท , พัฒนากลไกจังหวัดและระบบช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ยากจนและเด็กนอกระบบการศึกษาวงเงิน 386 ล้านบาท ,สร้างต้นแบบระบบการผลิตและพัฒนาครูวงเงิน 298.73 ล้านบาท, สร้างนวัตกรรมสายอาชีพสร้างโอกาสนักเรียนอัจฉริยะที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสได้เรียนต่อระดับสูงและพัฒนาประชากรวัยแรงงานด้อยโอกาสวงเงิน 856.44 ล้านบาท , สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติและวิเทศสัมพันธ์วงเงิน 39.20 ล้านบาท, งานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและระดมความร่วมมือทางสังคมวงเงิน 68.50 ล้านบาท และงานด้านการบริหารและพัฒนาระบบงานวงเงิน 316.13 ล้านบาท


ขณะเดียวกันครม.ยังได้เห็นชอบให้เพิ่มอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข(ทุนเสมอภาค) โดยกสศ.ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลให้ครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษมีรายได้ลดลงและเกิดการว่างงาน ประกอบกับผลวิเคราะห์จากโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ มีข้อเสนอว่า อัตราเงินทุนเสมอภาคในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษ  ดังนั้นจึงเห็นควรให้เพิ่มอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นไป  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างนักเรียนจากครอบครัวที่มีรายได้แตกต่างกัน และป้องกันความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษาของประชากรกลุ่มนี้ในระยะยาว


สำหรับอัตราเงินอุดหนุนใหม่มีดังนี้คือ ระดับอนุบาล อัตราเดิม  4,000 บาทต่อปียังคงจ่ายเท่าเดิม  ระดับประถมศึกษา อัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี  อัตราใหม่ 5,100 บาทต่อปี เพิ่มขึ้น 2,100 บาท  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี อัตราใหม่ 4,500บาทต่อปี เพิ่มขึ้น 1,500 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา อัตราเดิม 3,000 บาทต่อปี อัตราใหม่ 9,100 บาท เพิ่มขึ้น 6,100 บาท ซึ่งตามนิยามของเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ จะหมายถึง นักเรียนยากจนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อมแบบPMT หรือ Proxy Means Testจากระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอยู่ในกลุ่มค่าคะแนนความยากจนอยู่ในเกณฑ์ยากจนพิเศษ หรือ ครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,200 บาทต่อคนต่อเดือน

 

ครม. อนุมัติ 5,816.3631 ล้านบาท จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง ยกระดับระบบงานบริการส่วนภูมิภาค สธ. รองรับสถานการณ์ลดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 
 
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยคณะรัฐมนตรี กรองวงเงินรวมไม่เกิน 5,816.3631 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการ ของหน่วยงานส่วนภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19  เฉพาะในส่วนของรายการครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างที่เน้นในการรักษาพยาบาล ช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วย การคัดกรองวินิจฉัยผู้ป่วย การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโดยตรง ประกอบด้วย ค่าสิ่งก่อสร้างไม่เกิน 389.3071 ล้านบาท และค่าครุภัณฑ์ไม่เกิน 5,427.0560 ล้านบาท

 

การดำเนินโครงการ ประกอบด้วย
1) การปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง  หอพักผู้ป่วยวิกฤติ ปรับปรุงห้องแยกโรค การปรับปรุงระบบปรับอากาศ ปรับปรุง ARI Clinic และจัดสถานที่และระบบการบริการให้อยู่ภายใต้มาตรการการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ปรับปรุงห้องแยกโรคสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ออกแบบพื้นที่ในการติดตามอาการที่ต้องป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ตลอดจนปรับปรุงการให้บริการ อาทิ แยกสัดส่วนงานบริการทันตกรรม  ผ่าตัด ให้ปลอดภัยตามมาตรฐานขณะปฏิบัติหัตถการ


2) ครุภัณฑ์ทางการแพทย์และครุภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องผลิตและให้ออกซิเจนสำหรับผู้ป่วย เครื่องส่องตรวจระบบทางเดินหายใจเพื่อเพิ่มความแม่นยำ และความปลอดภัยในการใส่ท่อช่วยหายใจ อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจ PAPR เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ระบบฟอกอากาศและกรองอากาศเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ อุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย อาทิ Isolation เครื่องตรวจสอบสารพันธุกรรม RT CPR เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรค เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิแบบเทอโมสแกน ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง อาทิ รถพยาบาล


3) ค่าใช้จ่ายของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอ ในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง สอบสวน ควบคุม และรักษาพยาบาล เพื่อลดการแพร่ระบาดในวงกว้างด้วย

 

นอกจากนี้ครม.ได้เห็น ชอบในหลักการของรายการค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินงานและบริหารจัดการเฝ้าระวัง ติดตาม ควบคุมกำกับ การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ โดยมีกรอบวงเงินไม่เกิน 429.6171 ล้านบาท ทั้งนี้เห็นควรให้กระทรวงสาธารณสุขขอรับการจัดสรรแหล่งเงินเพื่อดำเนินการจากแหล่งเงินอื่นๆตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

โฆษกรัฐบาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาลให้มีศักยภาพในการรักษาพยาบาล ควบคุม ป้องกัน ฟื้นฟูสภาพของประชาชนจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และเตรียมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการในการบำบัดรักษา ป้องกัน ควบคุมโรค ของหน่วยบริหารสาธารณสุขให้พร้อมในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

 

เลือกตั้งท้องถิ่น มติครม. ไฟเขียวเลือกตั้ง “เทศบาล”  กกต. คาดปลาย มี.ค. นี้ 

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฉพาะในส่วนของเทศบาล   สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้แจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบต่อไป  โดยขอให้ กกต. กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วย  

 

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยกระทรวงมหาดไทย จัดทำข้อมูลจำนวนราษฎรที่ใช้ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง และเตรียมพร้อมงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่ กกต. ได้ สรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครบทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว พร้อมจัดอบรมผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ รวมทั้งได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ได้ในวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2564  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไว้แล้ว  

   

 ครม.เยียวยาเร่งด่วน! ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายไฟฟ้า น้ำประปา 2 เดือน ขอผู้ให้บริการพิจารณาลดค่าเน็ตบ้านช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน 

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยมติคณะรัฐบาลเห็นชอบมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำประปา และอินเตอร์เน็ต) สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กและประชาชนในระยะเร่งด่วน (เดือนมกราคม-มีนาคม 2564)  ได้แก่ 


1 ค่าไฟฟ้า มีระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าประจำเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564
-กรณีบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ฟรี 90 หน่วยแรก กรณีเกิน 150 หน่วยต่อเดือนให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า ดังนี้ (1) กรณีหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริง (2) กรณีหน่วยการใช้ไฟฟ้ามากกว่าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ (2.1) ไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563

 

(2.2) มากกว่า 500 แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วยต่อเดือน ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563 บวกด้วยหน่วยที่ใช้ไฟฟ้าที่มากว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม ในอัตราร้อยละ 50 และ (2.3) มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563 บวกด้วยหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2563 ในอัตราร้อยละ 70 โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และสำหรับกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก     


2. ค่าน้ำประปา ให้ลดร้อยละ 10 เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าประปาประจำเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม  2564


3. ค่าอินเตอร์เน็ต กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานคณะกรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) จะขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายระบบโทรคมนาคมพิจารณามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายอินเตอร์เน็ตของครัวเรือน ดูแลระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้มีเสถียรภาพสูงสุดเพื่อรองรับการทำงานที่บ้านได้อย่างเต็มที่

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 


-มาตรการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด-19 อาทิให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโคควิด-19 อาทิ หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า  เจลแอลกอฮอล์ ชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ให้เพียงพอและครอบคลุมทั่วถึงโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีกลุ่มเสี่ยง 


-มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้โรงงานของตนเองเป็นสถานที่ในการกักตัวแรงงานในพื้นที่โรงงาน (Factory Quarantine) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่โรงงานของตนเองเป็นสถานที่กักตัวแรงงานป้องกันการแพร่ระบาดและป้องกันการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต  


-มาตรการปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จะให้ผู้ใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน สามารถเลื่อนการจองที่พักในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ออกไปได้จนถึงเดือนเมษายน 2564 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพิจารณาขยายระยะเวลาของโครงการที่เหมาะสม ปรับปรุงโครงการให้ความรัดกุม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก ของปี 2564 -มาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ โดยกระทรวงการคลังจะประสานธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม


- มาตรการส่งเสริมการจ้างงานและรักษาระดับการจ้างงาน กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาให้โดยภาครัฐและเอกชน ปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดและผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ขยายกลุ่มเป้าหมายจากเดิมเฉพาะเด็กจบใหม่ให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาการระบาดของโรคโควิด-19  รวมทั้งหามาตรการดูแลแรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ช่วยเหลือผู้ประกันตนตามมาตร 33 กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 ใน  15 เดือน และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตร 40 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดด้วยเช่นกัน

 

เคาะแล้ว !! เงินเยียวยา 3,500 บาท 2 เดือน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบจ่ายเงินมาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รอบใหม่ คนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน โดยให้กระทรวงการคลังไปศึกษารายละเอียด และนำมาเสนอให้ ครม. เห็นชอบในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้คาดว่า เมื่อ ครม. เห็นชอบในสัปดาห์หน้า ประชาชน ที่ผ่านเกณฑ์จะได้เงินภายในสิ้นเดือน ม.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน ก.พ. นี้ โดยประชาชนที่ได้สิทธิ จะได้ต้องลงทะเบียนผ่าน "โครงการ เราชนะ" ที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่
 
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบมาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ ในเดือน ก.พ. และ มี.ค. เป็นเวลา 2 เดือนเช่นกัน

ขณะเดียวกันยังมี การลงทะเบียนมาตรการคนละครึ่งรอบเก็บตก 1 ล้านสิทธิ คนละ 3,500 บาท ในปลายเดือน ม.ค. นี้รวมถึงการลดค่าอินเตอร์เน็ต เพิ่มความเร็วความแรง ลดค่าใช้จ่าย โหลดหมอชนะฟรี 3 เดือน ในช่วงที่ต้องทำงานที่บ้าน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังได้ให้กระทรวงหารคลัง และกระทรวงมหาดไทย ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 90% และลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ออกไปอีกระยะหนึ่ง โดยให้นำรายละเอียดเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า