มหากาพย์ชิงอำนาจ ตอน เบญจพันธมิตร

 

นักข่าว(เก่า)เล่าเรื่อง(ตามอารมณ์)มหากาพย์ชิงอำนาจ ตอน เบญจพันธมิตร

 

ศึกในพลังประชารัฐ ที่ดูเหมือนว่า พี่กับน้องขัดใจกัน สามมิตรเหลือแค่ สองมิตร และสี่ยอดกุมารกำลังแข็งข้อ เตรียมวืดเวลาเพื่อยึดพรรค วัดบารมี กับ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ไม่ยอมถอยง่ายๆ

 

ปล่อยข่าว พล.อ.ประวิตร ดีลงานกับ คนทางไกล เพื่อใช้ต่อรองสยบศึกในพรรค

 

ปล่อยข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นด้วยกับการปรับครม.

 

ปล่อยข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ลอยตัวเหนือปัญหา

 

ปล่อยให้สี่กุมาร ปล่อยให้สามมิตร ปล่อยให้ สมคิด ไปดวลกับพล.อ.ประวิตร 

 

ปกครองบนความขัดแย้งแบบชิวๆ

 

ทำให้พี่น้องแตกคอกันเอง

 

เป็นแผนตื่นๆที่ใช้มาโดยตลอด

 

เกือบได้ผล

 

เพราะมีตัวละคร ชิงอำนาจมาสอดแทรกเอาตำแหน่ง รมต.เป็นเดิมพัน

 

เพราะฉะนั้นหมากเกมนี้หนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ ขว้างงูไม่พ้นคอ

 

ห้าพันธมิตรในพลังประชารัฐ

 

สามมิตร

 

สี่ยอดกุมาร

 

ณัฐพล-พุทธิพงศ์ กับอีก 4 ส.ส.กทม.

 

มาดามเดียร์กับ อีก 6 ส.ส.กทม.

 

วิรัช-สันติ-วราเทพ-ส.ส.ใต้-ส.ส.ตะวันออก-ส.ส.ภาคกลาง

 

ขุมพลังในพลังประชารัฐ ไม่ต่างอะไรกับ สามัคคีธรรมในอดีต รวมกันเพื่อแตก แยกกันเพื่ออยู่

 

ในที่สุดจุดจบคงไม่ต่างกันนัก แยกย้ายกันไปตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่น

 

เพียงแต่ว่าคราวนี้ พลังประชารัฐ จะต้องอยู่ และจะต้องมีพล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค วางทายาทการเมืองเอาไว้เรียบร้อย

 

เป็นคำตอบว่า พลังประชารัฐ คือพลังประชารัฐ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสานต่ออำนาจ และต้องมีอายุยืนยาว อย่างน้อยก็ 5 ปี

 

ส่วนสี่ยอดกุมาร สามมิตร หรือกลุ่มการเมืองอื่นคือองค์ประกอบ ด้วยอำนาจรัฐ ที่มีอยู่ในมือตอนนี้

 

ถ้าสี่ยอดกุมาร คิดจะแข็งข้อกับ พล.อ.ประวิตร เจอทางตันแน่นอน ไม่อย่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชี้ทางสว่างให้อุตตม ไปสารภาพบาป กับพล.อ.ประวิตร

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุตตม คนเดียว แต่อยู่ที่ สมคิด จะดีดลูกคิดรางแก้วอย่างไร

 

เกมการซื้อเวลาจึงถูกกำหนด

 

โดยมี ร.อ.ธรรมนัส โฆษก นฤมล เป็นคนเดินเรื่อง แม้ตำแหน่งในพรรคจะถูกยึด แต่ตำแหน่ง ครม. ยังมีอำนาจบริหารเต็มที่

 

ข้ออ้างที่ สี่ยอดกุมาร เพื่อต่ออายุ ครม.ไปจนกว่า จะพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2564 เรียบร้อย

 

และทำท่าจะได้ผล

 

พล.อ.ประยุทธ์ ทำท่าจะยอมรับเงื่อนไข

 

เป็นหมากเกมลึกที่ สี่ยอดกุมาร วางกับดักเอาไว้ ในเมื่อตำแหน่งในพรรค ไม่สอดกับตำแหน่ง รมต. เป็นเลขาพรรค แต่ไม่ได้เป็นรมต. เท่ากับ ตีนลอยไม่มีเพาเวอร์ พอที่จะดึงดูดส.ส.ได้

 

หมากเกมต่อไป สร้างแรงต่อรองภายใน ในขณะที่มีชื่อ อนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคเห็นๆ

 

ธรรมนัส หันไปเป่าหู ดันสันติ ลงชิง เลขาพรรค ต่อสายไปที่นฤมล ให้กล่อมพล.อ. ประวิตร หันมา สนับสนุน สันติ แทน อนุชา

 

เกิดความหวาดระแวงกันเอง

 

แตกทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม เกิดความผิดใจสลายกำลังฝ่าย สามมิตร และถ้า อนุชา ไม่ได้ เป็นเลขาพรรค สามมิตร ที่มาด้วยกันไปด้วยกันก็ต้องถอนตัวจากการให้การสนับสนุน พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค

 

กลับไปหนุน สมคิดและสี่ยอดกุมาร

 

หมากเกมนี้ ไม่ธรรมดา จริงๆ

 

แต่การเมืองก็คือการเมือง อำนาจก็คือ อำนาจ

 

เมื่ออำนาจอยู่เหนือการเมืองมีหรือ การเมือง จะเอาชนะอำนาจได้

 

การชิงเก้าอี้ รมต เที่ยวนี้ กำลังสนุก พุทธิพงศ์ กำลังถูกกดดันให้พ้นตำแหน่งรมต.ดิจิทัล อ้างว่า มีส.ส.กทม.ในสังกัดแค่ 4 คนก็ควรจะได้แค่ตำแหน่งเดียว มาดามเดียร์ อ้างว่า ดูแลส.ส. กทม. ถึง 6 คนก็น่าจะได้ตำแหน่งนี้

 

ขณะที่ โฆษก นฤมล อ้างมีผลงานโดดเด่น ก็ควรจะได้รับตำแหน่งนี้ เช่นกัน

 

เมื่อเก้าอี้ว่าการฯดีอี นั่งได้ครั้งละคนเดียว ศึกชิงอำนาจ จึงเข้าสู่โหมดเด็ดอีกระลอก

 

นี่แค่น้ำจิ้ม ช็อตเด็ดที่จะลามไปถึง พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย

 

เข้าแผนสร้างความขัดแย้งเพื่อปกครอง

 

หมากเกมนี้ใครจะชนะ