อยู่เป็น!?! ภาระลูกหลาน

 

“ผมก็ยังไม่เห็นผมทำอะไรผิดสักอย่าง บางคนบอกผมผิดเพราะอยู่นานเกินไป เบื่อขี้หน้า ผมไม่รู้เหมือนกันอยู่ในกติกาข้อไหนของการเมืองไทย” 

 

อารมณ์สังคมคงเป็นเช่นนั้นตามที่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ว่าไว้ข้างต้น 

 

แต่ลุงยังยืนยันเสียงแข็งไม่ผิด ไม่รู้ ไม่ออกตามคำเรียกร้องของ “ราษฎร”

 

ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจแทนเด็กๆ เจอลุงหัวแข็ง แถมยังหัวร้อน โต้ทุกดอกตอกกลับทุกประเด็น

 

ล้อจังหวะดุดันมาพร้อมกับ “ม็อบฟันปลอม”  ประชาชนรักสถาบัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ระดมกันใส่เสื้อเหลืองออกมาท้าทายวัดพลังกับมวลชนรุ่นใหม่ เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา 

 

ให้ราคาแค่ “ม็อบฟันน้ำนม หัวนมเพิ่งแตกพาน”  จ้องจะปะทะ พร้อมบวกจนมือไม้สั่น 

 

ท่ามกลางความหวาดผวาของคนกลางๆ ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง แม้บางครอบครัวจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้เด็กๆแสดงออกทางการเมืองเต็มที่ แต่เจอหมากเกมนี้ก็มีเสียว คิดหนักเหมือนกัน เด็กๆจะไปสู้รบปรบมืออะไรกับผู้ใหญ่ ดังนั้นต้องเฝ้าระวังกันหนักขึ้น จุดไหนเสี่ยงอันตรายคงไม่ให้เข้าไปใกล้ เพราะบทเรียนที่“รามคำแหง”มีให้เห็นมาแล้ว 

 

กระนั้นอารมณ์เด็กก็ไม่กลัว ยืนกรานไม่ลดเพดานข้อเรียกร้อง 1.นายกฯต้องลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน 3.ปฏิรูปสถาบันให้กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

 

ยังไม่มีสัญญาณจะค้อมหัว หันหน้ามาคุยกันแม้แต่น้อย 

 

ล่าสุดโครงสร้างคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่ให้สถาบันพระปกเกล้าออกแบบ มีข้อสรุปออกมากว้างๆ 2 แนวทาง คือ 1.มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ 7 ฝ่าย เช่น  ตัวแทนรัฐบาล ส.ส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. ตัวแทนองค์กรอื่น 

 

จุดอ่อนคือองค์ประกอบไม่สมดุล น้ำหนักเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ทำให้กรรมการไม่ได้รับความไว้วางใจ และมีโอกาสสูงที่ฝ่ายค้านจะไม่เข้าร่วม

 

2.มีคนกลางจากการเสนอของฝ่ายต่างๆ หรือให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้สรรหากรรมการ จุดอ่อน คือการยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการและกรรมการ 

 

ดูเหมือนฝ่ายการเมืองก็จนแต้ม หาจุดลงตัวลำบาก

 

นั่นเพราะไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะผู้ใหญ่ไม่ยอมเสียเปรียบ อ่อนข้อให้เด็กๆเลย จึงไม่แปลกที่ฝ่ายค้านจะไม่อยากเข้าร่วม เด็กๆก็ไม่ให้ความสนใจ เพราะรู้ดีสุดท้ายหนีไม่พ้นเกมปาหี่ ลากเข้าไปแอบอ้างความชอบธรรม เหมือนที่ทำมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ฟังสัญญาณจากอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ผู้นำได้ยินเสียงเด็กๆหรือไม่ ถอดรหัสชัดเจนถึงเวลาหรือยังที่ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กบ้าง ไม่ใช่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาทุกทีไป 

 

ยังไม่นับผู้ใหญ่บางคนที่นอกจากปิดหู ปิดตาแล้ว ยังไม่เปิดกะโหลกรับอะไรเลย ออกมาเสนอเงื่อนไขเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ไม่หยุดยั้ง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.ปัดเศษที่ยุบพรรคตัวเองมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ เสนอทำประชามติ “ท่านเห็นด้วยไหม? ห้ามชุมนุมทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี” 

 

บ้อบอ เอะอะก็ท้าทำประชามติ ก่อนหน้านี้ก็ชงให้ไปถามประชาชนจะเอา “ลุงตู่” หรือไม่ 

 

ไปถามประชาชนด้วยกลไกรัฐที่มีอยู่ในมือ ประชามติแบบมัดมือชก ทำเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตัวเอง ไม่แปลกที่ไม่มีเสียงตอบรับเอาด้วยสักแอะ นอกจากพวกพ้องฝ่ายเดียวกัน 

 

ไม่รู้จะหลับหูหลับตานอนกอดอำนาจไปถึงไหน ตายก็เอาอะไรไปไม่ได้  

 

“แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” เป็นภาระของลูกหลาน

 

“หมวยลำเค็ญ”