เกษตรกรอุ่นใจ ...ฟาร์มสุกรปันน้ำช่วยบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง

 

"สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้วมาก ไม่ค่อยมีฝน น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกไม่เพียงพอ ทำให้ผลผลิตลดลง 50%  เกษตรกรบางรายที่พอมีทุน  ก็เจาะบ่อบาดาลนำน้ำมาใช้  แต่รายที่ไม่มีทุนก็ต้องปล่อยไปตามสภาพ  " เสียงสะท้อนจาก  "คนึง สืบอินทร์"  ผู้ใหญ่บ้านเขาเขียว หมู่ 9  ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี  เล่าถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบต่อเกษตรกรแล้ว    

 
ภัยแล้ง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้  เนื่องจาก "น้ำ" เป็นหัวใจหลักของการผลิตทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม  ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือจากฟาร์มสุกร ปันน้ำที่ใช้จาก
การเลี้ยงสุกรใน"โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกรในชุมชน" เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงานนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก เป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพและได้มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
          
       
โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกรในชุมชน เริ่มต้นเมื่อปี  2547  ซึ่งสายธุรกิจสุกรของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน ) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำของชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ รวมทั้งโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร จังหวัดนครราชสีมาและสระบุรี  นำน้ำที่ผ่านระบบการบำบัดและมีคุณภาพตามมาตรฐานแล้วแบ่งปันให้พี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูกอยู่รอบโรงงาน ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรในชุมชนรอบโรงงานขอรับน้ำไปใช้ในแปลงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง  ผลผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิมที่ใช้ปุ๋ยเคมี  เพราะน้ำจากฟาร์มมีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อพืช  เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส  โพแทสเซียม ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน 

     
อำนาจ จงศุภวิศาลกิจ  เกษตรกรในพื้นที่  ต.บ่อพลอย  อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี  เล่าว่า   พื้นที่เพาะปลูกอ้อยและไร่ข้าวโพดอยู่ติดฟาร์มอุดมสุขของซีพีเอฟ   ผมและเกษตรกรรายอื่นๆ มากกว่า  10  คน ที่ อาศัยรอบฟาร์ม ได้ขอปันน้ำจากฟาร์มมาใช้ในการเพาะปลูก  รดน้ำในไร่อ้อยและไร่ข้าวโพด  ซึ่งทางฟาร์มมีการจัดสรรรน้ำให้แก่เกษตรกรทุกรายอย่างทั่วถึง  สลับกันคนละวัน โดยต่อท่อจากบ่อบำบัดน้ำของฟาร์มไปยังแปลงเกษตรโดยตรง  และต่อท่อไปยังบ่อพักน้ำของเกษตรกร ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำและค่าปุ๋ยได้เป็นอย่างมาก  จากเดิมที่เคยมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำเดือนละ  2-3  พันบาท และต้องซื้อปุ๋ยปีละ  2-3  ตัน  ปัจจุบันใช้แค่ปีละ 1 ตันเท่านั้น หลังจากที่ได้ปันน้ำปุ๋ยจากฟาร์มมาช่วย  โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ซึ่งมาเร็วและรุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆมา  พบว่าน้ำในบ่อบาดาลมีปริมาณลดลงจนเกือบแห้งบ่อ  จึงต้องลดพื้นที่ปลูกอ้อยจากที่เคยปลูก 30 ไร่  เหลือเพียง 10 ไร่ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในการดูแล  ฟาร์มสุกรปันน้ำมาให้เป็นการช่วยให้พืชที่เพาะปลูกไว้ไม่แห้งตาย      
 


 
สัมฤทธิ์  แตงหวาน วัย 56 ปี   เกษตรกรในพื้นที่ ต.สระกระโจม อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ติดฟาร์มนพรัตน์  ฟาร์มสุกรขุนของซีพีเอฟ เล่าว่า ทำอาชีพเกษตรเป็นรายได้เลี้ยงชีพมานานกว่า   30  ปีแล้ว โดยปลูกฟัก  มะเขือ  พริก  พืชสวนครัวและพืชเกษตรเกือบทุกชนิด ซึ่งรายได้หลักมาจากผลผลิตฟักที่ปลูกไว้   10 ไร่  โดยในช่วง  2-3 ปีที่ผ่านมานี้  ได้ขอปันน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรของซีพีเอฟมาใช้ในการเพาะปลูก    ซึ่งช่วยได้ 60-70 % และตั้งแต่ขอรับความช่วยเหลือปันน้ำจากฟาร์มฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยยูเรียได้อีกด้วย  อย่างไรก็ตาม จากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้ในปีนี้ต้องลดพื้นที่เพาะปลูกฟักลงเหลือ 2 ไร่   เพราะกลัวว่าปริมาณน้ำไม่พอใช้สำหรับการเพาะปลูก และคาดว่าต้องขอรับความช่วยเหลือในการปันน้ำจากฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง          
      
 
    
มยุรี มาโง้ง   เกษตรกรในพื้นที่บ้านปากร่วม ต.สะพานหิน  อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี  ได้รับปันน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรปราจีนบุรี  1 ของซีพีเอฟเพื่อใช้ในสวนเกษตรแบบพอเพียง ซึ่งปลูกมันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส และพืชสวนครัว  อาทิ  ไผ่หวาน 
มะนาว ข่า ตะไคร้ ฯลฯ  เล่าว่า ใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรของซีพีเอฟมามากกว่า  10 ปีแล้ว ช่วยประหยัดค่าน้ำและต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลงได้มาก  และน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกร ซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว ยังมีธาตุอาหารที่ช่วยให้ผลผลิตเติบโตดี เก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้เกษตรกรประสบปัญหาน้ำแล้งและขาดแคลนน้ำเร็วกว่าทุกปี   ตอนนี้ต้องใช้น้ำจากฟาร์มเป็นส่วนใหญ่ และมีดึงน้ำจากบ่อเก็บน้ำในสวนด้วย แต่น้ำในสวนเหลือน้อยแล้ว คาดว่าไม่เกินเดือนมีนาคมน้ำบ่อในสวนจะไม่พอใช้ จึงต้องอาศัยน้ำจากฟาร์มมาช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ  
       
   


วิกฤติสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังคุกคามเกษตรกรในหลายพื้นที่   ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มุ่งมั่นบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากโครงการปันน้ำจากฟาร์มสุกรให้เกษตรกรแล้ว   ฟาร์มและโรงงานของซีพีเอฟทั่วประเทศมีมาตรการประหยัดน้ำและใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า    โดยในปี 2563  บริษัทฯ กำหนดเป็นเป้าหมายขององค์กร ลดปริมาณดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตร้อยละ  25  เทียบกับปีฐาน 2558  และกำหนดเป็นเป้าหมายในระยะยาว  ลดปริมาณดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิต ร้อยละ 30  ภายในปี  2568  ขณะเดียวกัน  มีมาตรการบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียน โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต  เช่น  รดน้ำต้นไม้รอบสถานประกอบการ ทดแทนการดึงน้ำจากแหล่งน้ำภายนอกมาใช้