เปิดประเทศเวลคัมต่างชาติหนุนเศรษฐกิจ

 

เปิดประเทศเวลคัมต่างชาติหนุนเศรษฐกิจ


หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะ “เปิดประเทศ” เพื่อรับนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น โดยจะเริ่มต้นขยายจำนวนคนต่างชาติที่จะรับเข้าประเทศไทยในแต่ละวัน ตั้งแต่เดือน ต.ค.63 หรือตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ซึ่งหลายคนมองว่ากรณีนี้ถือเป็น “บททดสอบ” การบริหารงานในภาวะวิกฤตของไทยครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ


ทั้งการบริหารจัดการของภาครัฐบาล และการบริหารงานของภาคเอกชน ซึ่งในกรณีนี้จะลงลึกในระดับรายละเอียดของแต่ละพื้นที่ รวมทั้ง เป็นการทดสอบความสามารถในการดูแลผู้ป่วยของระบบสาธารณสุขไทย และที่สำคัญที่สุด ทดสอบ “ความเชื่อมั่น” และความเข้มงวดในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่เราประกาศปิดประเทศ ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ประเทศไทยประกาศปิดน่านฟ้าถาวร และที่ผ่านมา ยอมรับเฉพาะ “คนไทย” และ “คนต่างชาติที่เป็นครอบครัวของคนไทย” ที่อยู่ต่างประเทศให้กลับบ้านได้เท่านั้น 


ส่งผลรุนแรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านนวดสปาห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าเกษตร เพราะจากนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าเมืองไทยเฉลี่ยเดือนละ 3.3 ล้านคน ลดลงเหลือศูนย์ต่อเนื่องมากว่า 5 เดือน     


โดยมีการประมาณการกันว่า การลดลงของนักท่องเที่ยวทั่วโลกประมาณ 80% ในช่วงที่ผ่านมา อาจจะทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกรวมทั้งไทยตกงานกว่า 100 ล้านคน

 

ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องให้รับคนต่างชาติมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยว และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ

 

โดยตามแผนการเปิดรับคนต่างชาตินั้น  ในเบื้องต้นจะเริ่มต้นจาก 4 กลุ่มคร่าวๆ ดังนี้ คือ 

 

กลุ่มที่1.ครอบครัวของชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยก่อน เป็นอันดับแรก  ตามมาด้วย 


กลุ่มที่ 2. นักธุรกิจที่จะเข้ามาทำงานระยะยาวในประเทศ รวมทั้ง ช่างติดตั้งเครื่องจักร และช่างเทคนิค ที่จะเข้ามาดูแลเครื่องจักร หรือ ดูแลด้านเทคนิคในการก่อสร้างโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ (เมกะโปรเจ็กต์) เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ล่าช้ามาหลายเดือน รวมทั้ง โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและเอกชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี

 

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่จะเข้ามารักษาตัว ในโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่โควิด-19 รวมทั้งผู้ป่วยพักฟื้นระยะยาว และผู้สูงอายุที่ต้องการรับการดูแลต่อเนื่องในประเทศไทย

 

กลุ่มที่ 4 นักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) ที่เข้ามาพักอาศัยหรือท่องเที่ยวในประเทศระยะยะยาว โดยมีอายุวีซ่า 270 วัน หรือ 9 เดือน และสามารถต่ออายุตามที่กำหนด


โดยทุกกลุ่มจะต้องกักตัว 14 วันตามที่รัฐกำหนด และนักท่องเที่ยวพิเศษที่เข้ามาจะต้องผ่าน 7 ขั้นตอน1. นักท่องเที่ยวต่างชาติแสดงความจำนงในการเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย ผ่านบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด  ตามมาที่ขั้นตอนที่ 2.ขอสำเนาหนังสือเดินทาง เพื่อส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบประวัติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถส่งสำเนาหนังสือเดินทางมาได้ที่อีเมลของบริษัทฯ marketing@thailongstay.co.th


3. เมื่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้ดำเนินการต่อบริษัทฯ จะประสานนักท่องเที่ยวให้ดำเนินการกรอกแบบฟอร์ม เลือกสถานที่กักตัว ASQ/ALSQ 15 วัน, สถานที่พักภายหลังการกักตัว อีก 15 วัน เลือกเที่ยวบินเช่าเหมาลำหรือเที่ยวบินส่วนตัว รวมทั้งจัดซื้อประกันโควิด-19 วงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 100,000 USD และประกันอุบัติเหตุในไทย 4. บริษัทฯ จะดำเนินการยื่นขอวีซ่า STV ให้แก่นักท่องเที่ยว โดยบริษัทฯ จะรวบรวมเอกสารของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่งไปให้กรมการกงสุล เพื่อพิจารณาอนุมัติ COE และวีซ่า STV 


5. เมื่อกรมการกงสุลอนุมัติแล้ว ทางสถานทูตฯ ณ ประเทศต้นทาง จะแจ้งนักท่องเที่ยวให้เดินทางมารับ COE พร้อมนำหนังสือเดินทางมาติดสติ๊กเกอร์วีซ่า STV โดยจะต้องเตรียมเอกสารการจองและเอกสารการชำระเงินทั้งหมด พร้อมทั้งใบรับรองแพทย์ Fit to Fly และใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19 (ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนการเดินทาง)มาด้วย    


6. เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางถึงประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนตรวจคัดกรองสุขภาพ ณ สนามบินที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึง ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19จะถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่รองรับ ในกรณีที่ไม่พบเชื้อโควิด-19 ก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ลงตราวีซ่า STV ให้แก่นักท่องเที่ยว 7. จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการกักตัว ณ สถานที่กักตัว ASQ/ALSQ ที่นักท่องเที่ยวได้เลือกไว้ เป็นเวลา 15 วัน และเมื่อครบกำหนด นักท่องเที่ยวมีสุขภาพแข็งแรงดีและตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 นักท่องเที่ยวจึงจะสามารถออกมาพำนัก ณ สถานที่พักที่นักท่องเที่ยวได้เลือกไว้ต่อไป
ส่วนหากถามว่า ในกรณีเช่นนี้ เราสามารถรับนักท่องเที่ยวได้วันละเท่าไรนั้น

 

หากประเมินจากขีดความสามารถทางการแพทย์ที่ทางกระทรวงสาธาณสุข ที่ระบุว่า สามารถรับมือผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้ในอัตราไม่เกิน 50 คนต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับ การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื่้อของประเทศเกาหลีใต้ ที่เพิ่มขึ้น 50-100 คนต่อวัน หลังการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบมีเงื่อนไขแล้วโดยมีอัตราการติดเชื้อโควิดประมาณ 3-5% ของคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

 

หากคิดง่ายๆ แบบบัญญัติไตรยางค์  จะสามารถอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาไม่เกินวันละ 1,500 คน หรือ 45,000 คนต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับที่รัฐบาลกำหนดไว้ประมาณ 1,200 คนต่อวัน แต่ยังต่ำกว่ามากๆ เมื่อเทียบกับกว่า 100,000 คนต่อวันในช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19

หากถามว่า ช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยอย่างไรนั้น ตามปกติจะอยู่ที่ 30,000-100,000 คนต่อทริป แต่กรณีนี้อาจจะเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาในการพักนานขึ้น โดยหากเฉลี่ย 1,500 คน ใช้เงินเฉลี่ยวันละ 10,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 30,000 บาทต่อวัน หากอยู่ครบ 30 วันจะเป็นเงินที่เพิ่มเข้ามาหมุนเวียนในระบบ  900,000 บาทต่อวัน หรือ 324 ล้านบาทต่อปี 


และหากเงินนี้หมุนต่อได้ตามหลักตัวคูณทางเศรษฐกิจก็จะเกิดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า และจะเพิ่มมาขึ้นอีก หากเราขยายจำนวนนักท่องเที่ยวได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม เทียบไม่ได้กว่าเม็ดเงิน 2 ล้านล้านบาทที่เคยมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง


อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่มีผลรุนแรงต่อภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยวของประเทศอย่างหนัก การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในลักษณะนี้  ถือว่าเป็นจุดแข็งที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นๆ และเชื่อเราจะรับมือสถานการณ์นี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ประมาท การดสูง และในอนาคตคงต้องสร้างสมดุลให้ดี ระหว่าง “สุขภาพและความโลภความงกอย่างได้เงิน” ที่เพิ่มมากขึ้น 
รู้จักหยุด รู้จักพอ รู้จักรุก รู้จักเพิ่ม เพื่อไม่ให้โควิดรอบ 2 มาทำร้ายประเทศรุนแรงกว่ารอบแรกในช่วงที่ผ่านมา!!

 

On The go