พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำไมต้อง “รัฐบาลเฉพาะกาล”

 

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำไมต้อง “รัฐบาลเฉพาะกาล”

 

จับสัญญาณการเมืองจาก “ขงเบ้ง” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นนักการเมืองผู้คว่ำหวอดทางการเมือง ออกมาเสนอรัฐบาลเฉพาะกาล แทรกจังหวะร้อนแรงทางการเมือง หลังจากพรรคไทยรักษาชาติ กระทำการมิบังควร

 

“บิ๊กจิ๋ว” เสนอให้เบรกการเข้าคูหาในการเลือกตั้งที่จะถึง เพราะมองไม่เห็นทางที่เมืองไทยจะออกจากวังวนของความขัดแย้ง แล้วมาจับมือกันตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

 

“โดยรัฐบาลเฉพาะกาลนี้ อาจเป็นการร่วมกันของหลายพรรคการเมืองและคนที่มีความรู้ความสามารถ มาพูดคุยตกลงร่วมกัน โดยคนที่มาต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์ เพื่อประเทศชาติจริงๆ” เวิร์ดดิ้งของพล.อ.ชวลิตที่นำเสนออกมา 

 

การแถลงข่าวครั้งนี้ เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ตั้งใจเปิดบ้านต้อนรับนักข่าว พร้อมให้ข่าวที่เห็นว่าเป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง

 

ก่อนหน้านี้พล.อ.ชวลิต เคยโยนหินเรื่องรัฐบาลเฉพาะกาล รัฐบาลแห่งชาติ เป็นระยะ แต่ดูเหมือนนักการเมือง ไม่มีพรรคใดกระโดดรับข้อเสนอของอดีตนายกฯผู้นี้  

 

เพราะแต่ละป้อมค่ายตั้งตารอคอยวันเลือกตั้งที่จะมาถึงด้วยใจระทึก ปี่กลองการเมืองดังระรัวก็ยิ่งคึกคักเหมือนปลาได้น้ำ ลงสนามกันคึกคักคึกโครม

 

จึงไม่มีใครเห็นในสิ่งที่พล.อ.ชวลิต นำเสนอทางออกนี้ และเป็นทางออกที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้สำเร็จในการเมืองไทยเลย หากนับย้อนไปก่อน 19ก.ย.49 กระทั่ง 22พ.ค.57 ซึ่งสถานการณ์ความแตกแยกหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้

 

ข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิตอาจมาจากแนวคิด ที่เล็งเห็นว่าความขัดแย้งเกาะอยู่ในหัวใจคนไทยมากว่าทศวรรษ และยังมองไม่เห็นแสงสว่างในความปรองดองที่จะเกิดขึ้น 

 

แนวทาง “รัฐบาลเฉพาะกาล” อาจเป็นส่ิ่งทดลองหนึ่ง ที่อาจบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอนาคต ไม่่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

 

สิ่งสำคัญคือยังไม่เคยเกิดการทดลองใช้

 

น่าสนใจว่าทำไม พล.อ.ชวลิต จึงย้ำคิดย้ำทำ พยายามจะนำเสนอรูปแบบนี้ออกมาให้สังคมขบคิดกันเสมอ หรือว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” มองเห็นสถานการณ์ล่วงหน้า เลือกตั้งไม่จบอย่างที่บอกไว้ 

 

ช่วงเวลาสั้นๆ 8 เดือนถึง 1 ปี มาแก้รัฐธรรมนูญก่อนให้มีการเลือกตั้ง เพียงแค่นี้จะเป็นทางออกได้จริงหรือ แต่ไม่มีนักการเมืองที่เห็นคล้อยตาม

 

นับสถิติที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 พล.อ.ชวลิต เคยเสนอเรื่องนายกฯคนกลาง และหลังจากรัฐประหารช่วงปี 51 ก็เสนอออกมาอีก ก็ไม่มีใคนสนใจ ปี 53 ก็โยนออกมาอีก และเรื่อยมาในปี 61 กระทั่งก.พ.62 ก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ชวลิตยังเสนอออกมาอีก

 

ยังไม่รู้ว่า พล.อ.ชวลิตจะต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกกี่ครั้ง ข้อเสนอนี้จึงจะเป็นจริง หรือนักการเมืองมองไม่เห็นสิ่งที่พล.อ.ชวลิตเห็นและเชื่อมั่นว่า “เป็นทางสว่างอย่างแท้จริง”

 

ข้อเสนอนี้ ถ้านักการเมืองทุกขั้วทุกฝ่ายเอาด้วย แล้วมารวมกันทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงพูดคุยถกปัญหา มีเป้าหมายเพื่อชาติบ้านเมืองร่วมกัน ไม่เอาชนะคะคานกันจนเลยเถิด ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่การรวมใจกันอีกครั้ง

 

นี่คงเป็นฝันที่พล.อ.ชวลิตและคนไทยทั้งชาติอยากจะให้เกิดขึ้น

 

หากครั้งนี้การเลือกตั้งไปไม่รอด ย้อนกลับสู่ความแตก ก็อาจจะถึงเวลาต้องทบทวนข้อเสนอของ “พ่อใหญ่จิ๋ว”ดูบ้าง 

 

สำหรับพล.อ.ชวลิต ในวัย 87 ปี ผ่านสนามรบ สนามการเมืองมาอย่างโชกโชน มีประวัติการทำงานยาวยาวเยียด ตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีหลายสมัย เป็นแม่ทัพแห่งกองทัพบกจนได้ฉายา “ขงเบ้งแห่่งกองทัพ” 

 

ขณะที่ฉายาขงเบ้งเป็นการสะท้อนจากความเฉลียวฉลาดของท่าน ยังมีฉายา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” เพราะเป็นคนพูดจาอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่ทะเลาะกับใคร 

 

แนวคิดจึงออกมาในทางสมานฉันท์