"แกว่ง" รอปัจจัยลบ

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ใหม่ไปด้วยกันกับ "ทีมเศรษฐกิจ room44"

 

ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัย ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,650.64 จุด ลดลง 2.02% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,053.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.03% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 1.54% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 357.63 จุด 

 

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนตามแรงกดดันจากหลายปัจจัย  ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับ    สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลก 

 

รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง. )มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยทางการเมืองในประเทศก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดในช่วงปลายสัปดาห์

 

สำหรับสัปดาห์หลังวันแม่แห่งชาติ 13-16 ส.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,635 และ 1,625 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,675 และ 1,685 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการณ์ในประเทศ พัฒนาการของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเด็นความเสี่ยงการออกจากสหภาพยุโรป ของสหราชอาณาจักร หรือ BREXIT อย่างไม่มีข้อตกลง

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และยอดค้าปลีกเดือนก.ค. รวมถึงผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนส.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/62 (เบื้องต้น) ของยูโรโซน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ค. ของจีน

 

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก  มองภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 ส.ค.-16 ส.ค.ว่าจะแกว่งตัวขึ้นลงแคบๆ  เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนตลาด และมีแนวโน้มไม่ค่อยสดใส โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวดัชนีคาดว่าจะอยู่ที่ 1,665-1,685 จุด 

 

โดยปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามเป็นเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อ รวมถึงกรณีที่ MSCI ปรับสัดส่วนหุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI Emerging Market รอบใหม่ ซึ่งลดน้ำหนักหุ้นไทยลง 0.08% มาอยู่ที่ 3% ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 178 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,500 ล้านบาท มีผล 27 ส.ค.นี้   

 

นอกจากนี้ในวันที่ 13 ส.ค. ติดตามเรื่องสหภาพยุโรปหรืออียูเปิดเผยความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในเดือนส.ค.  ขณะที่สหรัฐฯประกาศตัวเลขความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อยเดือนก.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อในเดือก.ค.  

 

ส่วนวันที่ 14 ส.ค.จีนเปิดเผลการลงทุนสินทรัพย์ถาวร การผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก ขณะที่ 15 ส.ค.เช้าเป็นวันสิ้นสุดส่งงบของบริษัทจดทะเบียน  การเปิดเผยจีดีพีไตรมาส 2 ของอียู รวมทั้ง สหรัฐฯจะเปิดผยตัวเลขนำเข้า-ส่งออกเดือนก.ค.และสต็อกน้ำมัน รวมถึงการประกาศจีดีพีไตรมาส 2 ของไทยในวันที่ 19 ส.ค.นี้ 

 

ด้านบล. เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสแตะ 1,700 จุด บนสมมุติฐานP/Eที่ 16.45 เท่า ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนปี 62 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท  โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS)จะเติบโตได้ 5%

 

เนื่องจากความชัดเจนทางด้านการเมืองมีความชัดเจนขึ้น ทำให้รัฐบาลจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาหนุน ขณะเดียวกันคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ภาคการบริโภคในประเทศฟื้นตัวขึ้น

 

ขณะที่ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อตลาด อย่างสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงต้องติดตามต้องการขึ้นกำแพงภาษีครั้งที่4ของสหรัฐฯในช่วง ก.ย.นี้ ว่าจะส่งผลต่อตลาดมากน้อยเพียงใด โดยที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีการรับรู้ในเชิงลบไปแล้วระดับหนึ่ง

  

ฝั่งตลาดการเงิน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาจากแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด ประกอบกับตลาดมีความกังวลต่อสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนมากขึ้น โดยหลังจาก กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ค่าเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ แต่ภาพรวมทั้งสัปดาห์เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

 

โดยเงินบาทน่าจะมีแรงหนุนบางส่วนจากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก จังหวะการเข้าซื้อพันธบัตรไทยของต่างชาติในระหว่างสัปดาห์ และทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ขณะที่ สกุลเงินในภูมิภาคบางส่วนเริ่มฟื้นตัวขึ้น จากที่อ่อนค่าลงตามเงินหยวนในช่วงต้นสัปดาห์

 

ทำให้ปิดคลาดในวันศุกร์ที่ 9 ส.ค.)เงินบาทอยู่ที่ 30.72 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.81 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 ส.ค.)

    

สำหรับสัปดาห์วันที่ 13-16 ส.ค. ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.50-30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดยังคงรอติดตามทิศทางค่าเงินหยวน สถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และประเด็นเรื่อง BREXIT 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออก ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดค้าปลีก และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนก.ค. ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนส.ค. 

 

นอกจากนี้ นักลงทุนอาจรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ค.ของจีนด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY  ระบุนักลงทุนรอปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนนำตลาด  โดยสัปดาห์วันที่ 13-16 ส.ค.คาดค่าเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง เนื่องจากรอความชัดเจนสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ทำให้มองว่าจะเคลื่อนไหวได้ในกรอบ 30.65-30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในคืนนี้ คือ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.ค. และ วันที่ 13 ส.ค.62 เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือน ก.ค. และ ความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือน ก.ค. ของสหรัฐ 

 

สำหรับข่าวคราวที่กดดันตลาดในช่วงต่อไป ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวของสงครามการค้าที่จะต่อเนื่องถึงสงครามค่าเงิน อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ความคิดเห็นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สวนทางสหรัฐ ชี้ค่าเงินหยวนสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจจีน

 

นายเจมส์ แดเนียล ผู้อำนวยการแผนกจีนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า จากการประเมินนโยบายเศรษฐกิจของจีนพบว่า อัตราแลกเปลี่ยนหยวนในปี 2561 นั้น ไม่ได้มีค่าสูงเกินไป หรือ ต่ำเกินไป อย่างมากแต่อย่างใด

 

IMF ระบุว่า ค่าเงินหยวนสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีน แต่ IMF ก็เรียกร้องให้จีนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และ แทรกแซงตลาดน้อยลง

 

ทั้งนี้ มุมมองของ IMF ต่อค่าเงินหยวนนั้น ตรงกันข้ามกับสหรัฐซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ IMF โดยสหรัฐประกาศในสัปดาห์นี้ว่า จีนเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน หลังจากจีนปล่อยให้เงินหยวนร่วงต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์ สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี

 

โดยก่อนหน้านี้ นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐเรียกร้องให้ IMF ช่วยแก้ไขความได้เปรียบด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากการปฏิบัติด้านสกุลเงินของจีน แต่นายแดเนียลไม่ได้ระบุว่า IMF ตอบรับอย่างไรต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว

 

นายแดเนียลเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การหารือของ IMF กับกระทรวงการคลังสหรัฐกำลังดำเนินไปในหลากหลายประเด็น

 

IMF ระบุว่า ความตึงเครียดด้านการค้าที่รุนแรงขึ้นกับสหรัฐ อาจทำให้เศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินของจีนเผชิญความเสี่ยง และจำเป็นที่รัฐบาลจีนจะต้องออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลังใหม่ๆ

    

ขณะที่การออกระบบ "HarmonyOS" ระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด ของบริษัทหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ทำให้นักลงทุนเห็นความพร้อมของจีนที่จะสู้กับสหรัฐฯเพิ่มขึ้น

 

โดยล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐประจำไตรมาส 4 สู่ระดับ 1.8% จากเดิมที่ระดับ 2.0% โดยระบุถึงผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มากกว่าคาด

 

นายแจน แฮตซิอุซ หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงานว่า สภาวะทางการเงิน ความไม่แน่นอนของนโยบาย ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ และการกระจายสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ต่างก็ส่งผลให้โกลด์แมน แซคส์ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้า

 

นายแฮตซิอุซระบุว่า โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า สงครามการค้าจะเป็นปัจจัยถ่วงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐรวมราว 0.6% ซึ่งรวมถึง 0.2% จากความขัดแย้งทางการค้าล่าสุด โดยขณะนี้นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นว่าสงครามการค้าจะส่งผลทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า สหรัฐและจีนจะเจรจาการค้ารอบใหม่ในเดือนหน้า แต่ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถทำข้อตกลงการค้าก่อนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีหน้า

 

นอกจากนั้น การชุมนุมของชาวฮ่องกงได้ลุกลามออกไปจากเดิมที่เป็นการประท้วงร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จนต่อมาผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นางแคร์รี ลัมลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยในฮ่องกง รวมทั้งให้ฮ่องกงเป็นอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาท่าอากาศยานฮ่องกงประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด เนื่องจากมีการชุมนุมประท้วงที่สนามบิน เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงในสัปดาห์นี้