ยักษ์ดิจิทัลขานรับ "ภาษีอี-เซอร์วิส"

 

‘เน็ตฟลิกซ์ กูเกิล ยูทูบ ไลน์’ ชูธงหนุนพร้อมทำตามกฏหมาย -วงการดิจิทัล ชี้ไทยได้ประโยชน์ระยะยาว “เอ็ตด้า” แนะวิธีจัดเก็บ ต้องง่ายจูงใจ ดิจิทัลข้ามชาติ ให้ขึ้นทะเบียนภาษีในไทย

 

ยักษ์ดิจิทัลขานรับ “ภาษีอี-เซอร์วิส” 1 ก.ย.นี้ ‘เน็ตฟลิกซ์ กูเกิล ยูทูบ ไลน์’ ชูธงหนุนพร้อมทำตามกฏของทุกตลาดที่ให้บริการ ‘เฟซบุ๊ค’ ยังนิ่ง ‘ซีอีโอธุรกิจ-กูรูดิจิทัล’ ชี้ทุกธุรกิจที่มีรายได้ในไทยควรเสียภาษีที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ระบุไทยได้ประโยชน์ระยะยาว “เอ็ตด้า” เปิดผลศึกษา แนะรัฐปรับวิธีเก็บภาษีให้ง่าย จูงใจดิจิทัลข้ามชาติขึ้นทะเบียนภาษีในไทย

 

นับถอยหลัง “ภาษีอี-เซอร์วิส” ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย.นี้ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ และแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาให้บริการดิจิทัลในไทย ทั้งเป็นการอุดการรั่วไหลของเงินที่ไทยควรได้รับ แต่ที่ผ่านมากลับไหลออกต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลของ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ปี 2563 ระบุว่า เฟซบุ๊ค และยูทูบ คือ 2 แพลตฟอร์มหลักที่กวาดเม็ดเงินโฆษณาในไทยไปกว่า 50% หรือเกือบ 10,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ไทยควรได้ประโยชน์ แต่กลับสูญเสียรายได้ส่วนนี้อย่างน่าเสียดาย

 

แหล่งข่าวในวงการดิจิทัล “รายใหญ่” ในไทย กล่าวว่า ภาษีอี-เซอร์วิส ที่กำลังมีผลบังคับใช้ คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ VAT 7% ที่จะเรียกเก็บจาก บริการดิจิทัลที่ให้บริการจากต่างประเทศ และไม่ได้จดทะเบียนในไทย เช่น เฟซบุ๊ค กูเกิล ยูทูบ และเน็ตฟลิกซ์ โดยที่ผ่านมาแพลตฟอร์มเหล่านี้แม้มีประโยชน์ในการใช้งานหลายด้าน แต่อีกมุมหนึ่ง คือ การเกิดความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษี ซึ่งผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน และไทยสูญเสียรายได้ด้านภาษีต่อปีจำนวนมาก

 

ดังนั้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่เป็นธรรม และเป็นการอุดรูรั่วรายได้ประเทศ ซึ่งเชื่อว่าแพลตฟอร์มต่างชาติพร้อมเสียภาษี แม้จะกังวลว่าอาจส่งผลถึง “ค่าบริการ” ปลายทางที่ผู้บริโภคต้องเสียสูงขึ้น แต่ เชื่อว่าคงไม่ถึงขั้นนั้นเพราะไทยเป็นตลาดดิจิทัลที่ใหญ่ คนใช้งานมาก ถ้าเก็บค่าบริการเพิ่มแล้วผู้ใช้งานลดลงคงไม่คุ้ม

 

“ซี กรุ๊ป” หนุนภาษีอี-เซอร์วิส

 

นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่างช้อปปี้ เกมออนไลน์ และอีเพย์เม้นท์ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ธุรกิจที่ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยนั้น มีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฏหมายอยู่แล้ว 

 

“ส่วนการเก็บภาษี อี-เซอร์วิส จากธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มข้ามชาติที่มีรายได้ในประเทศไทยนั้น เรามองว่าทุกธุรกิจที่มีรายได้ในไทย ควรมีข้อกำหนดในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งภาระหน้าที่ในการเสียภาษีบนมาตรฐานเดียวกันทั้งธุรกิจข้ามชาติหรือธุรกิจคนไทย เพื่อให้แข่งขันที่เท่าเทียมกันและไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจ”

 

“เน็ตฟลิกซ์-กูเกิล-ไลน์” พร้อมร่วมมือ

 

ขณะที่มุมมองแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่าง เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่ 190 ประเทศทั่วโลก ล่าสุด โฆษกของเน็ตฟลิกซ์ ระบุกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่ากฎหมายและกรอบข้อบังคับด้านภาษี เป็นมาตรการที่กำหนดโดยภาครัฐ และเน็ตฟลิกซ์เคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ในทุกประเทศที่เข้าไปให้บริการ 

 

ทั้งนี้เน็ตฟลิกซ์สนับสนุนการเริ่มต้นเก็บภาษีกับบริษัทต่างชาติของไทย โดยที่ผ่านมาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด้านการจัดเก็บภาษีมาโดยตลอด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานที่ดีที่สุด และประสบการณ์ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเริ่มใช้ข้อบังคับ

 

เช่นเดียวกับ กูเกิล ประเทศไทย โดยโฆษกกูเกิล ระบุกับ “กรุงเทพธรกิจ” เช่นเดียวกันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมากูเกิลปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรของทุกประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจ และเมื่อกฎหมายเปลี่ยนแปลงก็ยังคงปฏิบัติตามหน้าที่ต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ฉบับใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของประไทย

 

“เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ กูเกิลจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามที่กฎหมายกำหนด” โฆษก กูเกิล กล่าว 

 

ด้าน ไลน์ ประเทศไทย ที่มีหลายบริการดิจิทัล ชี้แจงสั้นๆ ว่า บริษัทพร้อมดำเนินการตามกฏกติกาของไทย ซึ่งถ้าบังคับใช้กฏหมายและรายละเอียดในการจัดเก็บมีความชัดเจน

 

ขณะที่ ความเคลื่อนไหวของ เฟซบุุ๊ค ประเทศไทย ยังคงนิ่งเงียบและดูท่าทีความชัดเจนของตัวกฏหมาย ซึ่งแหล่งข่าวในวงการดิจิทัล เชื่อว่า เฟซบุ๊ค คงต้องทำตามกฎหมายของไทย เพราะไทยเป็นตลาดใหญ่ และเป็นแหล่งรายได้สำคัญ 

 

อย่างไรก็ตาม สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (DAAT) รายงานปี 2563 ระบุว่า 2 แพลตฟอร์มดิจิทัลหลักที่กวาดเม็ดเงินโฆษณาในไทย คือ เฟซบุ๊คกว่า 6,023 ล้านบาท และยูทูบกว่า 3,717 ล้านบาท หากรวมทั้ง 2 แพลตฟอร์ม ครองสัดส่วนโฆษณาในไทยแล้ว 50% หรือมีมูลค่าเกือบ 10,000 ล้าน ซึ่งเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์และโฆษณาดิจิทัลจะเติบโตต่อเนื่องทุกปี

 

เอ็ตด้าชี้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์

 

ด้านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดผลศึกษาแนวนโยบายการจัดเก็บภาษีของไทย และแนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Service Tax: DST) จากต่างประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น 

 

โดยพบว่า ประเทศเหล่านี้ ได้นำแนวคิดกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการลดกัดกร่อนฐานภาษี และโอนกำไรไปต่างประเทศ (BEPS) ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD มาใช้อ้างอิงในการจัดเก็บ DST 

 

ผลศึกษา ชี้ว่า กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากการเก็บ DST ได้แก่ 1.หน่วยงานจัดเก็บภาษี 2.ผู้ประกอบการไทยที่ขายสินค้าและบริการออนไลน์ และ 3.ผู้ประกอบการต่างชาติที่จดทะเบียนภาษีในไทย ส่วนผู้ที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีในไทยอที่ต้องมีภาระในการเสีย DST ให้หน่วยงานจัดเก็บภาษี และ ผู้บริโภคในไทยที่อาจได้รับผลกระทบอันเกิดจากการที่ผู้ประกอบการต่างชาติผลักภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้บริโภคในไทย

 

แนะจัดเก็บภาษีให้เรียบง่าย-จูงใจ

 

อย่างไรก็ตาม ผลศึกษานี้ ชี้ด้วยว่า แนวทางการขับเคลื่อนการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ และปรับวิธีการจัดเก็บภาษีให้เรียบง่าย เพื่อจูงใจให้กิจการดิจิทัลข้ามชาติมาขึ้นทะเบียนภาษีในไทย  ยกระดับการจัดการภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจดิจิทัล โดยยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษี กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง 

 

รวมถึงการการอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการเสียภาษีที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้คำปรึกษา

 

ที่สำคัญต้องสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการพัฒนาการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล ปรับกฎระเบียบในประเทศให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีของไทยกับต่างประเทศ และการพิจารณาทบทวนความตกลงการเว้นการเก็บภาษีซ้อนของไทย ที่อาจเกี่ยวข้องกับภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล

 

สร้างการแข่งขันเท่าเทียม

 

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า กฎหมายอีเซอร์วิสจะทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมจากการลดโอกาสเลี่ยงภาษี การที่มีกฎหมายดังกล่าวเหล่านี้ออกมาจะบังคับให้ผู้บริการเหล่านี้ต้องรายงานตัวเลขการจัดเก็บภาษี VAT จากธุรกิจ หรือ ผู้บริโภคในไทย ซึ่งจะทำให้เราสามารถรู้รายได้ที่ชัดเจน หรือ เงินที่ไหลออกไปสู่ผู้ให้บริการเหล่านี้ที่ปีหนึ่งมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศและของต่างประเทศ”

 

มองไทยได้ประโยชน์ระยะยาว

 

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง TARAD.com และกรรมการสมาคมผู้ประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวก่อนหน้านี้เช่นกันว่า การเก็บภาษีอี-เซอร์วิส เป็นแนวคิดที่ควรจัดเก็บมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้คนไทยเห็นตัวเลขการขาดดุลการค้าด้านดิจิทัล ที่คนไทยจ่ายเงินออกไปนอกประเทศว่า จ่ายออกไปเท่าไรกันแน่

 

ปัจจุบันมีหลายประเทศเก็บภาษีรูปแบบนี้แล้ว ได้แก่ มาเลเซียที่เริ่มเมื่อต้นปีนี้ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ขณะที่อินโดนีเซีย จะเริ่มเก็บภาษีอีเซอร์วิสไปเมื่อปีที่แล้ว โดยเก็บที่อัตรา 10%

 

“สิ่งที่จะตามมา คือ ผู้บริโภคคนไทยอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นจากภาษีที่ทางผู้ให้บริการออนไลน์จากต่างประเทศ ที่จะผลักภาระส่วนนี้มาให้ แต่ก็คุ้มค่ากว่าที่ประเทศของเราเสียหายต่อไปในอนาคต”

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หลังจากเก็บภาษีไประยะหนึ่ง จะเริ่มรู้ตัวเลขแล้วว่า บริษัทต่างประเทศเหล่านั้นสร้างรายได้จากคนไทยเท่าไร ซีึ่งตัวเลขเหล่านี้จะกระตุ้นทำให้เกิดการแข่งขัน การลงทุนในอุตสาหกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องในด้านนั้นๆ ในไทย จากเดิมที่ไม่เคยเห็นข้อมูลมาก่อน เช่น หนัง เพลง ซอฟต์แวร์ โฆษณา ซึ่งไทยอาจจะไม่ได้แข่งกับเข้าตรงๆ แต่จะเห็นขนาดตลาดในประเทศและใช้กลยุทธ์สร้างฐานลูกค้าเฉพาะได้จากข้อมูลที่เห็น รวมถึงรัฐบาลสามารถไปชวนบริษัทเหล่านี้มาลงทุนตั้งออฟฟิศในประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น