แกว่งขึ้น ลุ้นดอกเบี้ยกนง.
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2562 เวลา 08:29 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงร่วงลงต่อเนื่อง  โดยดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,636.20 จุด ลดลง 1.55% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,077.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.73% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.16% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 346.76 จุด 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ร่วงลงในเวลาต่อมาตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ประกอบกับมีแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมัน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมช่วงปลายสัปดาห์จากการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนส.ค. ซึ่งค่อนข้างอ่อนแอ

 

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ดัชนีหุ้นไทย สำหรับสัปดาห์วันที่ 23-27 ก.ย.ว่า มีแนวรับที่ 1,630 จุดและ 1,610 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 จุดและ 1,660 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของกนง. (25 ก.ย.) ประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน และสถานการณ์การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือBREXIT

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/62 (ครั้งสุดท้าย) ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และรายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนส.ค. รวมถึงดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนก.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนก.ย. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น รวมถึงกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของจีน

 

ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)  มองว่า ทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์หน้าคาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นมาระยะสั้น  หลังจากที่ปรับฐานลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  

 

โดยปัจจัยหนุนมาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.ของไทย ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5 % เหมือนเดิม  จากก่อนหน้านี้วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมากนง.ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 0.25%  นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบสกเมื่อภาครัฐได้อัดฉีดวงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 316,000 ล้านบาท  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ 

 

ดังนั้น คาดว่ากนง.คงรอดูผลจากมาตรการของภาครัฐว่าสามารถที่ขับเคลื่อนต่อเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อที่จะตัดสินใจนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปี หากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น กนง.อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีก เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในปลายปี  

 

ขณะที่ปัจจัยที่หนุนตลาดเพิ่มเติมมาจากการทำวินโดว์เดรสซิ่ง หรือการซื้อหุ้นเพื่อปิดงวดบัญชีของนักลงทุนสถาบันในไตรมาส 3 จะช่วยพยุงดัชนีให้ฟื้นตัวขึ้น จากปกติในช่วงเวลาดังกล่าวการทำวินโดว์เดรสซิ่งอาจไม่มากนัก แต่รอบนี้ดัชนีปรับตัวแรงทำให้มีเลือกซื้อหุ้นรายตัวการปิดวินโดว์เดรสวิ่งจะทำให้เกิดภาพบวก 

 

ส่วนทิศทางต่างประเทศที่ต้องติดตามเป็นเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนต้องรอดูว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนจะหารือกันในต้นเดือนต.ค.นี้หรือไม่  

 

ดังนั้น ภาพรวมจากปัจจัยต่าง ๆ  มีโอกาสที่จะหนุนให้ดัชนีจากที่ลงมาในช่วงก่อนหน้า ให้สามารถรีบาวด์ขึ้นมาระยะสั้น  แต่ในสัญญาณเทคนิคของดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ดังนั้น แนวโน้มทางเทคนิคดัชนีอยู่ในกรอบขาลง ถ้าไม่สามารถยืนเหนือ 1,665 จุดได้ 

 

กลยุทธ์ลงทุนประเมินแนวรับ 1,610 จุด และหากขึ้นไปแตะ 1,665 จุด ให้ขายขายกำไรเล่นรอบออกไปก่อน เพราะตลาดมีแรงกดดันจากเทรดวอร์ที่ยืดเยื้อ   

 

ด้านตลาดการเงิน ค่าเงินบาทสัปดาห์ก่อนหน้าอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และสถานะขายพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ตัวเลขยอดค้าปลีกและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ยังหนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นช่วงก่อนการประชุมเฟดด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ เริ่มจำกัดลง ประกอบกับ ธนาคารกลางของหลายประเทศยังไม่ลดดอกเบี้ยลงตามเฟด แม้ว่าจะยังคงส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินก็ตาม

 

ปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (13 ก.ย.)

 

สำหรับสัปดาห์วันทีี่ 23-27 ก.ย. ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.30-30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยปัจจัยในประเทศที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม กนง. (25 ก.ย.) 

 

ขณะที่จุดสนใจในต่างประเทศ ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสัญญาณดอกเบี้ยจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด 

 

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนี PMI เบื้องต้น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Indices เดือนส.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนก.ค. และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2562 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า  ทิศทางค่าเงินบาทสัปดาห์วันที่ 23-27 ก.ย.นี้ เคลื่อนไหวที่ระดับ 30.35-30.75  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  

 

ปัจจัยชี้นำมาจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 25 ก.ย.นี้  คาดว่าคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5%  เพื่อเก็บกระสุนไว้ก่อนและปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปเดือนพ.ย.

 

โดยการส่งออกในเดือนส.ค.ที่ผ่านมาหดตัว 4% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์  และในช่วงที่ผ่านมารัฐได้อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นกนง.อาจดูว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ออกไปจะช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน

 

นอกจากนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นเรื่องสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง  ความคืบหน้าการเจรจาลดข้อพิพาทสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  รวมถึงเบร็กซิท

 

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนสถานการณ์ในต่างประเทศ ดังนั้นผู้ส่งออกและนำเข้าควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือการใช้สกุลเงินท้องถิ่นทำการค้าขายแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่ข่าวที่น่าสนใจ และชี้ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงสุดสัปดาห์ เริ่มจากประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตะวันออกกลาง

 

ซาอุฯลั่นพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นตอบโต้ผู้ก่อเหตุโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน

 

นายอเดล อัล-จูเบอีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียจะใช้มาตรการที่จำเป็นตอบโต้ผู้ก่อเหตุโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันในเขตอับกาอิกและคูราอิส พร้อมย้ำว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีดังกล่าว

 

“ซาอุดีอาระเบียกำลังปรึกษากับประเทศพันธมิตร และจะใช้มาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อตอบโต้ผู้ก่อเหตุหลังการสืบสวนสิ้นสุดลง พร้อมย้ำว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นเป็นของอิหร่าน และโดรนที่ใช้ก่อเหตุนั้นมาจากทางเหนือของซาอุดีอาระเบีย ไม่ใช่จากเยเมน”

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า หากมีการส่งกองกำลังบุกเข้าอิหร่าน ก็พร้อมจะทำการตอบโต้อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งนี้ กลุ่มกบฏฮูตีของเยเมนได้ออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันทั้ง 2 แห่งของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สหรัฐระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน

 

ขณะที่ในระหว่างรอกนง.ของเราตัดสินใจดอกเบี้ยวันพุธที่ 25 ก.ย.นี้ผู้ว่าแบงก์ชาติฟิลิปปินส์เผย อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยรอบ 3 ในสัปดาห์นี้

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า นายเบนจามิน ดิโอคิโน่ ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ เผยว่าธนาคารกลางฟิลิปปินส์ มีแผนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ของปีในสัปดาห์หน้าหลังฟิลิปปินส์ เผชิญกับสถานการณ์เงินเฟ้อชะลอตัว โดยเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ เดือน ก.ย.อยู่ที่ 1.4% ซึ่งอยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ธนาคารฟิลิปปินส์อาจปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมใหญ่ของธนาคารฟิลิปปินส์ ในวันที่ 26 ก.ย.นี้

 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์กำลังเดินหน้าแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสถานการณ์เงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2%-4% ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้า และ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุดิอาระเบีย ซึ่งในปีนี้ธนาคารฟิลิปปินส์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 0.50% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ เติบโตช้าที่สุดในรอบ 4 ปี อย่างไรก็ตามนายดิโอคิโน่ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของฟิลปปินส์จะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 6% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้น 6.5% - 7.5% ในปีหน้า

 

และสุดท้ายเป็นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของอินเดีย โดยประกาศปรับลดภาษีนิติบุคคลภายในประเทศ หลังเศรษฐกิจโตต่ำสุดในรอบ 6 ปี

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นางเนียมาร่า สิทธารามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินเดียได้ออกมายืนยันว่ารัฐบาลเตรียมที่จะปรับลดภาษีนิติบุคคลในประเทศทั้งหมดลงจากเดิม 30% ลงมาอยู่ที่ระดับ 22%  นอกจากนี้ยังได้ปรับลดอัตราภาษีให้กับบริษัทที่เปิดใหม่ลงเหลือ 15% จาก 25% โดยจะมีผลในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

 

ซึ่งการลดอัตราภาษีในครั้งนี้เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การลงทุนหลังผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในไตรมาสที่ 2/2019 ของอินเดีย อยู่ที่ 5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งจากการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวทำให้อัตราภาษีอินเดียมีความใกล้เคียงกับประเทศในทวีปเอเชีย ด้วยกัน ทั้งนี้ อินเดียตั้งเป้าให้การขยายตัวของเศรษฐกิจกลับมาอยูที่ระดับ 8.3% ภายในปีนี้