"จตุพร" เตือนสถานการณ์เปราะบาง บอกอย่ากระพริบตา

 

"จตุพร" เตือนสถานการณ์เปราะบาง บอกอย่ากระพริบตา เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้เสมอ

 

31 ก.ค. 63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ PEACETALK ถึงศาลอุทธรณ์รับฟ้องคดีชุมนุมที่พัทยา ปี 2552 ว่า เมื่อศาลวินิจฉัยไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่ กทม. ดังนั้นต้องยื่นฎีกาใหม่ว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ อีกทั้งต้องประกันตัวกันใหม่อีกรอบ

 

ส่วนวันนี้ (31 ก.ค.) แกนนำที่ถูกคุมขังที่เรือนจำ กทม.มาขึ้นศาลอาญา แต่ละคนมีสุขภาพแตกต่างกันไป โดยเฉพาะนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และหมอเหวง โตจิราการ มีสุขภาพไม่ค่อยดี นอกจากนี้ยังมีพี่น้องอยู่อีกหลายเรือนจำทั้งตราด พัทยา และมุกดาหาร ซึ่งล้วนเป็นโชคชะตา

 

ส่วนตนวิจารณ์การต่อสู้ของขบวนการคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษาแล้วถูกต่อว่า กล่าวหาทำให้ตัวเองรอดนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นเรื่องเล็ก สิ่งที่ไปขึ้นศาลย่อมเป็นข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว และสิ่งเป็นชะตากรรมที่เลือกแล้ว อีกทั้งตนยืนยันเสมอว่า ยังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือสิ่งดีงามเพื่อชาติบ้านเมือง รวมทั้งมีจุดยืนเคร่งครัดว่า การชุมนุมต่อสู้ทางการเมืองไม่ควรมีใครมาตายสักคนเดียว

 

นายจตุพร กล่าวว่า จากนี้ไป ในทางการเมืองอย่ากระพริบตา ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่เปราะบางทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปรากฎการณ์ของคนหนุ่มสาวที่บานสะพรั่งทุกแห่งหน

 

นอกจากนี้ การปรากฎตัวของกลุ่มอาชีวะเพื่อชาติ ไม่ได้มากเหมือนขบวนการนิสิต นักศึกษา แต่อย่ามองเท่าที่ตาเห็น เพราะปรากฎการณ์เช่นนี้ ไม่ธรรมดา ดังนั้น ถัดจากนี้ไปเกิดเหตุการณ์ใดๆได้ตลอดเวลา และการหลีกเลี่ยงเพื่อเผชิญหน้าจึงเป็นสิ่งถูกต้อง

 

"อย่าดูแค่ภาพคนไม่กี่คนที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเพียงปรากฎการณ์ แต่หลังฉากมโหฬาร ที่พูดไม่ใช่ความน่ากลัว แต่ต้องการอธิบายว่า การต่อสู้แม้วางแผนไว้ดี ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทัดทานกับอำนาจที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพราะเราทำได้อย่างมากเต็มที่คือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางการทหาร การอยู่กลางแจ้งเป็นการต่อสู้ทางการเมือง เมื่อถูกปฎิบัติการทางการทหาร คนต่อสู้ทางการเมืองมือเปล่า ไม่มีทางต่อสู้กันได้"

 

ตนเข้าใจดีว่า วันนี้เป็นวันของคนหนุ่มสาว และตนมองปรากฎการณ์อย่างเข้าใจ มีความปรารถนาดีไม่มีความคิดเป็นอย่างอื่น สิ่งที่ตนพูดนั้น ต้องการเตือนให้ระวังในขั้นสูงสุด และดีที่สุดคือการร่วมทำงานกับตำรวจ เพราะสิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันในเรื่องการตั้งจุดตรวจตราความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับตำรวจยังมีความจำเป็น อย่างน้อยเป็นเกราะป้องกัน และสถานการณ์จากนี้ไปจะพัฒนาขึ้น เกิดกระทบกันเมื่อไร ถึงขั้นต้องประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกได้ตลอดเวลา

 

"จึงหวังกันว่า ดอกไม้ที่บานในคราวนี้จะจบลงด้วยความยิ่งใหญ่ แต่เรื่องนี้จะจบลงได้ทุกอย่างอยู่ที่ผู้นำรัฐบาลยื่นมือมารับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ยิ่งการแก้ไข รธน. เป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา"

 

นายจตุพร กล่าวว่า ตนเคยคัดค้านการตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ไข รธน.มาแต่ต้น ตนเสนอให้ยื่นแก้ไข ม. 256 มาตราเดียวเพื่อเปิดประตูให้แก้ไข รธน.โดยให้เลือก สสร. คืนอำนาจกลับสู่ประชาชน และข้อเรียกร้องของนักศึกษา ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่มีท่าทีชัดเจน หากยื่นมือไปรับข้อเสนอแก้ รธน. แล้วประกาศไทม์ไลน์ชัดเจน จากนั้นยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนทุกอย่างจบลงด้วยชัยชนะของทุกฝ่าย

 

ส่วนการคุกคามประชาชนนั้น ตนเห็นว่า ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะขาดความชอบธรรม ความจริงข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่เกินความพอดี เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ แก้ รธน.ก็เป็นนโยบายรัฐบาล  อีกอย่างกรรมาธิการเพื่อศึกษาแก้ไข รธน.ควรยุติได้แล้ว เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าปัญหาคืออะไร แล้วนำปัญหาไปให้ประชาชนตัดสิน  

 

"หมายความว่า แก้ ม.256 ตั้ง สสร. เหมือน รธน. 40 และ 50 แล้วประกาศขั้นตอนเลือก สสร.กี่วัน ยกร่างกี่วัน ฟังความคิดเห็นกี่วัน ทำประชามติกี่วัน ทุกอย่างวางไทม์ไลน์ชัดเจน แล้วยุบสภา ทางตันก็ไม่เกิดขึ้น เลือดก็ไม่นองท้องช้าง"

 

นายจตุพร ย้ำว่า นักศึกษาได้ขอในสิ่งที่รัฐบาลจะทำอยู่แล้วคือแก้ รธน. อีกทั้ง ส.ว.ยังแสดงเจตนาไม่ต้องการเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ถ้าไม่มี ส.ว.โหวตให้แล้ว ก็ควรคืนอำนาจกลับสู่ประชาชน ซึ่งจะเกิดความรู้สึกว่า เป็นเจ้าของ และเรื่องนี้ควรจบลงด้วยความสุขทุกฝ่าย และข้อเรียกร้องก็ยุติ

 

ส่วนรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนใหม่นั้น ตนยังไม่รู้ว่าจะนำประเทศรอดหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นฝีมือบริหาร ประเทศ เห็นแต่การบริหารธนาคาร แต่การบริหารประเทศไม่เหมือนบริหารธนาคาร และที่ผ่านมามีนายแบงก์หลายคนมาเป็นรัฐมนตรี แต่แล้วก็หาความสำเร็จได้ยาก