กังวลจีดีพีไตรมาส 2 ทรุด

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ROOM44”

 

ดัชนีหุ้นไทยระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมาแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 เดือน ที่ 1,590.55 จุด 

 

ก่อนจะกลับมาปิดปลายสัปดาห์ที่ 1,631.40 จุด ลดลง 1.17% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 75,604.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.22% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.13% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 350.02 จุด 

 

ตลาดหุ้นไทยร่วงลงเกือบตลอดสัปดาห์ตามแรงเทขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติท่ามกลางความกังวลต่อสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงสถานการณ์ในฮ่องกงและอาร์เจนตินา 

 

นอกจากนี้ ยังมีแรงฉุดจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังหลายธนาคารขนาดใหญ่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพียงขาเดียว อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ หลังครม. เศรษฐกิจมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม. ต่อไป

 

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตา การประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ไตรมาส 2 ปีนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในวันที่ 19 ส.ค.นี้ 

 

โดยคาดว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัว 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ถือชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส1 ที่ขยายตัว 2.8% ทำให้จะมีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีของปี 2562 ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว คาดว่าขยายตัว 3.3 - 3.8% ในครั้งนี้ด้วย

 

ขณะเดียวกัน ยังจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่ากว่า3แสนล้านบาท ใน 3 ด้าน คือ 1.มาตราการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง 2.มาตราการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 3.มาตราการกระตุ้นผู้บริโภคและการลงทุนภายในประเทศของรัฐบาล ซึ่งจะสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 20 ส.ค.นี้ว่าจะออกมาในลักษณะใด มีความชัดเจนเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่อีกด้วย

 

โดยในสัปดาห์วันที่ 19-23 ส.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,610 จุดและ 1,590 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,640 จุดและ 1,650 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย พัฒนาการของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเด็นความเสี่ยงการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ( BREXIT) 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองเดือนก.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนส.ค.ของสหรัฐฯ ยูโรโซนและญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)  มองว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 19-23 ส.ค.จะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการประกาศตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 2 ของสศช. ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ 

 

โดยตลาดมองว่าเติบโตเพียง 2.3% ซึ่งหากดีกว่าคาดจะหนุนให้ตลาดปรับตัวขึ้น ส่วนต่างประเทศคาดหวังการเจรจา ลดผลกระทบสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนตลาดอาจผันผวนได้ และผลการเจรจามีทิศทางบวกตลาดอาจจะแกว่งขึ้น แต่เป็นเทคนิคัลรีบาวด์ ดังนั้นนักลงทุนต้องระวัง

 

นอกจากนี้ติดตามตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ และยุโรป  รวมถึงติดตามค่าเงินหยวนของจีนจะต้องมีเสถียรภาพไม่อ่อนค่ามากเกินไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ และไม่มีการเล่นสงครามค่าเงิน ตลอดจนผลตอบแทนพันธบัตรขอสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอายุ 10 ปีอยู่ที่ 1.566 % และ 2 ปีอยู่ที่ 1.521%

 

ส่่วนบล.ทิสโก้ มองว่าดัชนีตลาดหุ้นคาดว่ามีโอกาสรีบาวด์ แต่ยังผันผวน และหากดีดปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,650 จุดอาจจะปรับตัวลง  โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่คาดว่าจะฟื้นตัวหลังจากที่ปรับตัวลงแรงก่อนหน้า โดยให้แนวรับแรกที่ 1,610 จุด แนวรับต่อไปที่ 1,600 จุด และแนวต้านที่ 1,630-1,635 จุด

 

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ คาดว่าจีดีพีในไตรมาส 2   จะเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งเป็นการโตต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่งอาจทำให้สศช.ปรับเป้าจีดีพีทั้งปีลง โดยบล.ทิสโก้ได้ปรับเป้าจีดีพีอยู่ที่ 2.9% และขณะนี้มีสถาบันหลายแห่งเริ่มที่ปรับลดเป้าจีดีพีและกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงแล้ว 

 

โดยต้องติดตามถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  และสัมมนาประจำปีของเฟดที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. นี้ รวมทั้งการชุมนุมที่ฮ่องยืดเยื้อก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของฮ่องกงด้วย 

 

สำหรับฝั่งตลาดเงิน ค่าเงินบาททยอยอ่อนค่าลง โดยเงินบาทอ่อนค่าลงช่วงต้นสัปดาห์เช่นเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เลื่อนเก็บภาษีจากวงเงินสินค้านำเข้าจากจีน 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ เป็นวันที่ 15 ธ.ค. 

 

นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นไปตามภาพรวมของตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว ร่วงลงมาอยู่ต่ำกว่าระยะสั้น ซึ่งกระตุ้นความกังวลต่อภาวะถดถอยของสหรัฐฯ 

 

อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบอ่อนค่าในช่วงท้ายสัปดาห์ สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่มีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด  โดยปิดตลาดวันศุกร์ที่ 16 ส.ค. เงินบาทอยู่ที่ 30.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 ส.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 19-23 ส.ค. ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.70-31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/62 และข้อมูลการส่งออกเดือนก.ค. ของไทย ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วยสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และ BREXIT 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดขายบ้านมือสองและยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจรอติดตามบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 30-31 ก.ค. รวมถึงสัญญาณที่อาจสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าจากถ้อยแถลงของประธานเฟด และสัมมนาประจำปีของเฟดที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. ด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ธนาคารกรุงไทย มอง แนวโน้มค่าเงินบาทยังจะอ่อนค่าลงกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.70- 31.20  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% ปรับตัวลง 0.5% ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยง  ส่วนต่างประเทศเป็นช่วงประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2  ตลาดก็จะปรับตัวขึ้นยากและอาจซึมลง

 

ด้านธนาคารซีไอเอ็มบีไทย คาดว่า เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.70-31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ติดตามเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีน แม้จะมีการยืดเวลาการขึ้นภาษีนำเข้าอีกรอบออกไปถึงเดือนธ.ค.ก็ตาม ขณะที่ประเด็นความไม่แน่นอนอื่นๆก็ยังมีอีกหลายเรื่องทั้งเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง และประเด็นเรื่อง Brexit เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ Brexit โดยนายบอริส จอห์สัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมเดินทางเยือนฝรั่งเศสและอังกฤษในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่า จะมีการเจรจาเรื่องข้อตกลงใหม่ภายใต้การถอนตัว

 

โดยการเดินทางเยือนทั้ง 2 ประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้าที่อังกฤษจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ไม่ว่าจะได้มีการสรุปข้อตกลงกันหรือปราศจากข้อตกลงในเรื่อง Brexit ก็ตาม

 

ขณะที่นสพ.ซันเดย์ ไทม์ส ได้รายงานเรื่องเอกสารของรัฐบาลที่รั่วไหลออกมาโดยมีใจความเกี่ยวกับการเตือนถึงภาวะขาดแคลนอาหาร ยา และเชื้อเพลิง หากเกิด Brexit แบบไร้ซึ่งข้อตกลง

 

ขณะที่ในด้านสงครามการค้า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุถึงรายงานที่พบว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และยังบั่นทอนผลกำไรของกลุ่มผู้ผลิตและบริษัทด้านบริการของสหรัฐอีกด้วย

 

รายงานของเฟดนิวยอร์กดังกล่าว มาจากผลการสำรวจ August Empire State Manufacturing and Business Leaders Survey ซึ่งระบุว่า 79% ของกลุ่มผู้ผลิต และ 60% ของบริษัทด้านการบริการมองว่า การขึ้นภาษีก่อให้เกิดต้นทุนโดยตรงและต้นทุนทางอ้อมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

ขณะที่กลุ่มผู้ผลิต 14% และบริษัทด้านบริการ 12% มองว่า การขึ้นภาษีทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นด้วยถึงผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในหมู่บริษัทด้านบริการ ซึ่งสูงกว่าผลการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว

 

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังได้ตอบคำถามที่ว่า นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลกระทบต่อค่าจ้าง ราคา และมาตรการอื่น ๆ ในปีนี้และปีหน้าอย่างไร โดยคำตอบที่ได้คือ กลุ่มผู้ผลิต 2 ใน 3 มองเห็นผลกระทบต่อราคา และอีก 45% มองว่า ผลกระทบเกิดขึ้นกับราคาขายทั้ง 2 ปี

 

ภาคกลุ่มผู้ผลิต 51% ยังมองถึงผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นในปีนี้ และ 47% ที่มองว่า ผลกระทบด้านลบจะเกิดขึ้นในปีหน้า ส่วนบริษัทด้านบริการต่ำกว่า 40% มองถึงผลกระทบด้านลบในทั้ง 2 ปี

 

แต่ยังมีข่าวดีว่า สงครามการค้ามีท่าทีที่อ่อนลง โดยสื่อต่างประเทศ เผยว่า สหรัฐอาจต่ออายุอีก 90 วันให้ "หัวเว่ย" ซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐได้

 

เว็บไซต์  Wall Street Reporter รายงานการเปิดเผยของสำนักข่าวต่างประเทศว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอาจจะขยายระยะเวลาในการอนุญาตให้บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีของจีน สามารถซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐได้อีก 90 วัน เพื่อที่หัวเว่ยจะสามารถให้บริการลูกค้าที่มีอยู่ได้

 

โดยข้อตกลงดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 ส.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้หัวเว่ยไท่สามารถให้บริการเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ต่อไปได้ รวมทั้งการอัพเดทซอฟท์แวร์ของโทรศัพท์มือถือของหัวเว่ยด้วย

 

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะหารือเกี่ยวกับหัวเว่ยในการเจรจาทางโทรศัพท์เพื่อหาข้อยุติเรื่องดังกล่าวก่อนวันที่ 19 ส.ค.นี้