คาดหุ้นก.ย.ปรับตัวดีขึ้น

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันศุกร์ที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,654.92 จุด เพิ่มขึ้น 15.78 จุด หรือ 0.96% มูลค่าการซื้อขาย 63,131.29 ล้านบาท  

 

ตลอดเดือนสิงหาคม สัดส่วนนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 32,418.64 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 7,408.63 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 6,428.95 ล้านบาท  นักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 46,256.23 ล้านบาท     

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ยังคงผันผวน ตลาดรอลุ้นผลเจรจาลดข้อพิพาทสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน พร้อมติดตามการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางโลก

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (2-6 ก.ย.62) เคลื่อนไหวแกว่งตัวขึ้นลง โดยตลาดติดตามผลการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนเกี่ยวกับการลดข้อพิพาททางการค้าว่าสามารถตกลงกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง แต่หากมีทิศทางบวกก็จะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้และทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ปรับตัวลงมา 1 เดือนแล้วอยู่ที่ระดับ 1,660 จุด และหากผ่านไปได้อาจแตะระดับที่ 1,680 จุด แนวรับที่ 1,640 จุด  

 

นอกจากนี้ต้องจับตาการประชุมของธนาคากลางสหรัฐ(เฟด) ธนาคารกลางยุโรป(บีโอเจ) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายหรือไม่ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอกเบี้ยลงในการประชุม 17-18 ก.ย.นี้ 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศรอบ 2 ว่าสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแผนที่รัฐบาลได้วางไว้หรือไม่   

 

โดยนักลงทุนที่มีหุ้น และไม่ได้ขายทำกำไรที่บริเวณ 1,650 จุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังสามารถถือต่อในสัปดาห์นี้ได้   ประเมินแนวรับ 1,633 และ 1,640 จุด  ขณะที่   บล.คิงฟอร์ด มองสัญญาณทางเทคนิคของดัชนีตลาดหุ้นไทย ว่่ ดัชนีรายสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถปิดเหนือ 1,650 จุดได้  ส่งผลให้สัปดาห์นี้ (2-6 ก.ย.62) จะมีแนวรับที่ 1,630 - 1,640 จุด แนวต้าน 1,670- 1,680 จุด  

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีก็คือ เดือนส.ค.ซึ่งเป็นเดือนที่ดัชนีหุ้นไทย รวมทั้งดัชนีหุ้นทั่วโลก ไม่สวยงามได้จบลงแล้ว และคาดกันว่าตลาดหุ้นไทยเดือนก.ย.กลับมาเป็นขาขึ้น 

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า  ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเดือนก.ย. ที่ 1,592-1,687 จุด  แต่เป้าหมายล่วงหน้า 12 เดือน ปรับลงเล็กน้อยเป็น 1,750 จากเดิมที่ 1,775 จุด 

 

โดยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะที่ ปัจจัยสนับสนุนต่อมุมมองบวกมาจาก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่ยังแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ท่าทีเชิงผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อที่เต่ำ และ รอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ โดยเชื่อว่าปัจจัย

 

บวกเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบที่ประเมินเป็นตัวเลขได้

 

โดยให้เลือกหุ้นดีๆ ในกลุ่มลงทุนที่น่าสนใจ ในหลายกลุ่ม คือ กลุ่มการบินและท่องเที่ยว กลุ่มพาณิชย์  กลุ่มเกษตร กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ   ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ได้รับประโยชน์จากอีอีซี 

 

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า จากการศึกษาเชิงปริมาณย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555 พบว่าเดือน ก.ย.จะเป็นอีกเดือนที่ดัชนีปรับตัวได้ค่อนข้างดี โดยมีความมั่นใจทางสถิติราว 70% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก 

 

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ไปยังหุ้นสมาชิกในดัชนี SET100 จะพบว่า มีบริษัทถึง 7 บริษัท ที่มีความมั่นใจทางสถิติเกินกว่า 80% ว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนนี้

 

ทั้งนี้ สำหรับการเก็บภาษีรอบใหม่ ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐ-จีนเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตามแผน แต่การเจรจายังดำเนินต่อไป

 

ทั้งนี้ สหรัฐและจีนได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตามแผนการเดิมแล้วเมื่อวานนี้ (1 ก.ย.) นับตั้งแต่เวลา 11.00 น. ตามเวลาไทย โดยในรอบนี้ รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มเก็บภาษี 15% จากสินค้าจีนมูลค่าประมาณ 1.25 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึง สมาร์ทวอทช์ ทีวีจอแบน และรองเท้า ขณะที่จีนได้เริ่มเก็บภาษี 5% จากการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐเมื่อวานนี้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนการค้าของจีนและสหรัฐยังคงเจรจากันต่อไป และจะประชุมกันในเดือนก.ย. แม้การปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนจะดำเนินไปตามแผนที่กำหนดไว้

 

การเรียกเก็บภาษีเมื่อวานนี้มีขึ้นหลัง USTR ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษี 15% ต่อสินค้าบางส่วนที่นำเข้าจากจีนตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ขณะที่ส่วนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จะถูกเก็บภาษี 15% ในวันที่ 15 ธ.ค.

 

ขณะเดียวกัน จีนประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 5-10% รวม 5,078 รายการ มูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบางส่วนได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวานนี้ และที่เหลือจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค. เช่นกัน

 

ขณะที่ ฝั่งตลาดการเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินดอลล่าร์เปิดเช้าวันทำการแรกของสัปดาห์นี้ วันที่ 2 ก.ย.ที่ ระดับ30.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง จากช่วงปิดสิ้นสัปดาห์ก่อนที่ระดับ30.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยประเด็นที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ จะกลับมาเป็นตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งสหรัฐที่มีรายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งในและนอกภาคการผลิตจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบและนักลงทุนจะระมัดระวังตัวก่อนรายงานตัวเลขดังกล่าว

 

ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อ จะส่งผลให้ผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ทรงตัวในระดับต่ำ แต่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

 

ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาแรงขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งเอเชีย  หากในระยะสั้นทั้งสหรัฐและจีนยังไม่มีทีท่าที่จะสามารถหาข้อตกลงยุติสงครามการค้ากันได้

 

ขณะที่ตัวเลขของไทย คาดกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดรายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) เดือนสิงหาคม คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ0.70% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบลดลง20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

มองกรอบค่าเงินบาทวันที่ 2 ก.ย.นี้ ที่30.58-30.68 บาทต่อดอลลาร์และกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้30.30 -30.80 บาทต่อดอลลาร์