ตลาดไม่สดใส-จับตาเจรจาจีน-สหรัฐฯ

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,605.96 จุด ลดลง 2.30% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,481.99 ล้านบาท ลดลง 14.68% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.40% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 337.32 จุด 

 

หุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามแรงเทขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ โดยปัจจัยลบที่กดดันตลาด ได้แก่ ความกังวลต่อผลประกอบการของบริษัททจดทะเบียน ในไตรมาส 3 ที่อาจจะมีทิศทางอ่อนแอ ข้อพิพาทการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคงไม่คลี่คลาย 

 

ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ค่อนข้างอ่อนแอทั้งในสหรัฐฯและยูโรโซน ซึ่งกระตุ้นความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯและยุโรป หลังสหรัฐฯ อาจมีการพิจารณาเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากยุโรป   

 

นักวิเคราะห์ได้สรุุป ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ผ่านมา โดยดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน ก่อนมาปิด ณ สิ้นไตรมาสที่ระดับ 1,637.22 จุด ลดลงจาก ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งอยู่ระดับ 1,730.34 จุดหรือลดลง 93.12 คิดเป็นการลดลง 5.38% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมียอด “ขายสุทธิ” 45,314.05 ล้านบาท ทำให้ถือว่าเป็นไตรมาสที่ “ร้าย” ของบรรดานักลงทุน

 

สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงค่อนข้างมาก มาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะ “สงครามการค้า” ระหว่าง “จีน” กับ “สหรัฐ” ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ ไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” ในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเกือบทุกตลาด ยกเว้นเพียงตลาดหุ้นเวียดนามที่นักลงทุนกลุ่มนี้เป็นผู้ซื้อสุทธิราว 8 ล้านดอลลาร์ โดย ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายออกมามากสุดเป็นอันดับที่ 2 ในไตรมาส 3 ปี 2562   รองขสกตลาดหุ้นอินเดีย ตามด้วยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขายมากเป็นอันดับ 3

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 7-11 ต.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 จุดและ 1,590 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,620 จุดและ 1,630 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/62 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป ความคืบหน้าประเด็นการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน รวมถึงสถานการณ์ BREXIT 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย.ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ บล.ธนชาต  ให้จับตาสหรัฐและจีนจะหารือกันในวันที่ 10-11 ต.ค.นี้  ซึ่งหากผลออกการเจรจาออกมาดีมีความคืบหน้าระยะการรีบาวด์หรือแรลลี่ของตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวขึ้นมากกว่า 50 จุด

 

โดยขึ้นกับว่าผลออกการเจรจาออกมาแบบไหนถ้าหยุดขึ้นภาษีหลังจากนี้ไป และการขึ้นก่อนหน้านี้ก็เป็นเหมือนเดิม คาดว่าตลาดตอบรับแนวทางบวกได้ต่อ แต่ไม่มากนัก เพราะทุกคนจะดูตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ดีว่าผลขึ้นภาษีมาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร  และถ้าหยุดขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากที่เคยขึ้นไปแล้วและการเจรจาครั้งนี้หยุดการขึ้นภาษีด้วยจะทำให้ตลาดปรับขึ้นแรง 

 

อย่่งไรก็ตาม ภาพในระยะยาวต้องดูต่อว่าเศรษฐกิจจะพลิกฟื้นได้หรือไม่ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง   โดยในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจไทยอ่อนแอทุกตัว ยกเว้นการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากฐานปีที่แล้วต่ำ อย่างไรก็ตาม   ถ้าจีนและสหรัฐคุยไม่รู้เรื่อง จากที่คาดหวังเชิงบวกจะมีแรงเทขายออกมามาก ซึ่งไม่ใช่ sentiment อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกโดยรวมในปีหน้าด้วย จากเดิมหลายค่าย   เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ  ธนาคารโลก หรือเวิร์ดแบงก์บอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นทันที

 

แนวรับอยู่ที่ 1,600 จุด แต่หากหลุด 1,590 จุดอาจจะเห็น 1,550 จุด  ส่วนด้านบนประเมินไว้ 1,624 จุดก่อนจะขึ้นมากกว่านี้หรือไม่ขึ้นกับผลการเจรจากับสหรัฐและจีนจะออกมาในรูปแบบไหน ถ้าหลุด 1,600 จุดต้องปรับลดพอร์ต เพื่อไปซื้อคืนที่ 1,550 จุด

 

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การประกาศงบไตรมาส 3  ของกลุ่มแบงก์และตามด้วยภาคเศรษฐกิจหลักคาดว่านักลงทุนจะเข้าเก็งกำไรงบไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะออกมาดี  เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า  ค้าปลีก และกลุ่มเกี่ยวกับดอกเบี้ยขาลง เช่น ไฟแนนซ์  

 

ขณะเดียวกันต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปลายเดือนต.ค.นี้ว่าจะลดดอกเบี้ยตามคาดการณ์หรือไม่และเบร็กซิทที่ยังไม่ได้ข้อยุติและอังกฤษออกจากอียูสิ้นเดือนนี้แบบไม่มีดีลจะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอังกฤษ ยุโรปและลามกระทบต่อเศรษฐกิจโลก 

 

ส่วนตลาดเงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค และแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า สถานการณ์ BREXIT และสัญญาณการชะลอตัวของภาคการผลิตในสหรัฐฯ และยูโรโซน 

 

นอกจากนี้ สถานะขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ก็เป็นปัจจัยลบต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ตอกย้ำทิศทางชะลอตัว อาทิ การจ้างงานภาคเอกชน และดัชนี ISM ภาคบริการในเดือนก.ย.

 

ทั้งนี้ ปิดตลาดวันศุกร์ที่4 ต.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ 30.43 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.64 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ก.ย.) ส่วนสัปดาห์วันที่ 7-11 ต.ค. ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.40-30.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ การเจรจาในประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทางออกของเรื่อง BREXIT รวมถึงสัญญาณทิศทางดอกเบี้นโยบายของสหรัฐฯ จากบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17-18 ก.ย. ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด 

 

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออก เดือนก.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ (เบื้องต้น) เดือนต.ค.

 

สำหรับข่าวคราวในรอบสุดสัปดาห์ การเมืองสหรัฐฯ ยังเดือด นายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และคู่แข่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีหน้า ได้เขียนในบทความให้กับหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ของสหรัฐว่า "คุณทำลายผมไม่ได้ และคุณทำลายครอบครัวผมไม่ได้"

 

โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายโจ ไบเดน ได้ระบุในบทความดังกล่าวว่า การที่ปธน.ทรัมป์ร้องขอให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความร่วมมือกับตนในลักษณะที่เอื้อต่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ และทำให้ปธน.ทรัมป์ ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นประธานาธิบดี

 

บทความดังกล่าวระบุว่า ปธน.ทรัมป์ "ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศนี้ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติ”

 

โดยขณะนี้กระบวนการถอดถอนนายทรัมป์จากกรณีดังกล่าวนี้ ยังคงดำเนินต่อไป