แกว่งขึ้น รอปัจจัยบวก

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปีที่ 30.36 บาทต่อดอลาร์สหรัฐฯ !!!

 

สอดคล้องกับเงินหยวน และสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียที่แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน หลังจากสหรัฐฯ เลื่อนเวลาการปรับขึ้นภาษีจากวงเงินสินค้านำเข้า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ ออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค. จากกำหนดเดิมวันที่ 1 ต.ค.นี้ ขณะที่จีนก็ได้เปิดเผยรายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 1 ปีจนถึง 16 ก.ย. 2563 

 

นอกจากนี้ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม ยังมีแรงหนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย ECB ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินที่ฝากไว้กับ ECB ลงมาที่ -0.50% และประกาศโครงการซื้อสินทรัพย์รอบใหม่ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา

 

ค่าเงินบาทปิดตลาดวันศุกร์ที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ 30.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (6 ก.ย.) ขณะที่สัปดาห์วันที่่16-20 ก.ย.) ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.20-30.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

โดยจุดสนใจสำคัญที่ตลาดรอติดตาม น่าจะอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้และรายงานภาวะเศรษฐกิจ Dot Plot ชุดใหม่ ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น 

 

รวมทั้ง ประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และสถานการณ์การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ BREXIT และข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนส.ค. 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ย. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดขายบ้านมือสอง ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน เดือนส.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ค.

 

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส  ระบุว่า หากในช่วงสัปดาห์นี้ หากค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้เคียง หรือหลุดแนว 30.50-30.60  บาทต่อดอลลาร์  ธปท. จะต้องพิจารณาออกมาตรการแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อหยุงให้อ่อนค่า เหมือนในเดือน ก.ค.-ส.ค.2562 ที่ผ่านมา   

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวและมาตรการภาครัฐที่ออกมาในเดือน ส.ค. เม็ดเงินที่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจมิได้มากนัก   

 

บล.เอเซีย พลัส ยังระบุด้วยว่า  เงินบาทแข็งค่าและเศรษฐกิจไทยชะลอ เปิดทาง กนง.ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง โดยดอกเบี้ยโลกเป็นขาลงชัดเจน หลังจาก ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับมาใช้ QE และสัปดาห์หน้าตลาดเชื่อมั่น 100% ว่า ในวันที่ 17-18 ก.ย.2562 ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ราว 0.25% จากดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2.25% และนำมาสู่การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของไทย

 

แต่การประชุมวันที่ 25 ก.ย.2562 ในรอบนี้ โอกาสการปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีอีก 0.25% อยู่ที่ 1.25% น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เกนง. น่าจะเก็บกระสุนเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือปี 2563 

  

ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่่ผ่านมา ยังคงร่วงลงต่อเนื่อง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,661.96 จุด ลดลง 0.49% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 59,854.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.68% จากสัปดาห์ก่อน 

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.08% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 354.40 จุด 

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ แต่เผชิญแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงระหว่างสัปดาห์ ก่อนการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) 

 

แต่อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ลดช่วงติดลบบางส่วนได้ช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อประเด็นการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน หลังทั้งสองฝ่ายมีท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้น ประกอบกับผลการประชุมของ ECB ไม่ได้แตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากนัก

 

สำหรับวันที่ 16-20 ก.ย. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าคาดว่าไซด์เวย์อัพ จากทิศทางธนาคารกลางโลกใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,650 จุดและ 1,640 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,675 จุดและ 1,690 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของเฟด (17-18 ก.ย.) ความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และสถานการณ์ BREXIT รวมทั้ง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค. รวมถึงผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนก.ย. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ของจีน

 

ทั้งนี้ ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) วันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ส่วนใหญ่มองว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%   กังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นการลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ  

 

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของแบงก์ชาติไทย วันที่25 ก.ย.นี้ คาดว่ายังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก แม้ว่าต่างประเทศปรับลด เนื่องจากต้องรอดูปัจจัยแวดล้อม เช่น สงครามทางการค้าตัวเลขการส่งออกก่อน เพราะกนง.เหลือกระสุนไม่มากที่จะนำมาใช้

 

สำหรับทิศทางสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ มีท่าทีที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น   โดยสหรัฐมีโอกาสยอรับข้อตกลงกับจีนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดหุ้นโลก  

 

ด้านในประเทศไทยหลังจากที่รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจความเชื่อมั่นดีขึ้น แต่ต้องติดตามการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 63 ในเดือนต.ค.นี้ หากผ่านไปได้ด้วยดียิ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน 

 

โดยนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากการเบิกจ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินจากแอลทีเอฟประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทคาดว่าจะช่วยประคองตลาดให้ฟื้นตัวได้  

 

ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวและผลตอบแทนดี อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามหากเฟดไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ลงอาจทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงได้

 

ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า  การทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เรามองเป็นบวกต่อตลาด แต่อาจต้องจับตาดูค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (30.4 บาท) แม้จะดีต่อการไหลเข้าของเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศ แต่ลบต่อกำไรของกลุ่มส่งออก (เกษตร+อิเล็คทรอนิคส์-รถยนต์) และอาจทำให้ ธปท.ต้องมีมาตรการชะลอการแข็งค่ารอบใหม่ออกมา

 

ขณะที่บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า  หลังปี 2558 ที่ผ่นมามา การแข็งค่าเงินบาทไม่ได้เป็นบวกกับดัชนีหุ้นให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นตัวแปรที่กระตุ้นให้ต่างชาติขายหุ้น เพื่อทำกำไรทั้งจากส่วนต่างราคาหุ้นและการแข็งค่าของเงินบาท ถ้าอิงจากรูปแบบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป 

 

และการแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้ ดูมีความเสี่ยงที่จะไปจำกัด การปรับขึ้นในแดนบวก ของ ดัชนีไม่ตลาดหุ้นให้เกิน 1,700 จุด และดูมีความเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นให้ต่างชาติซึ่งเริ่มชะลอการขายหุ้น พลิกกลับมาเร่งขายหุ้นต่อเนื่องอีกครั้ง

 

สำหรับข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ จับตามองสถานการณ์การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงกลับมาเดือดอีกครั้งในวันอามิตย์ที่ผ่านมา 

 

โดยเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ประท้วงได้จุดไฟ รวมถึงขว้างปาก้อนหินและระเบิดเข้าใส่ตำรวจ ทั้งยังบุกทำลายสถานีรถไฟฟ้า (MTR) หลายแห่ง ขณะที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วง

 

รวมทั้งความตึงเครียดในตะวัันออกกลาง โดยล่าสุด อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐที่ว่า อิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่สำคัญสองแห่งของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

อับบาส มูซาวี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ อิหร่าน กล่าวว่า "การกล่าวหาที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าว ไม่สามารถเข้าใจได้ และไร้ความหมาย” ทั้งนี้ สหรัฐใช้นโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน แต่เพราะว่าล้มเหลว สหรัฐจึงหันมาใช้วิธีโกหกคำโต

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนได้ออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีโรงกลั่นซาอุฯด้วยโดรน