สงครามการค้าและการเมืองไทย
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เวลา 08:03 น.

 

สงครามการค้าและการเมืองไทย

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ รูม44”

 

ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง !ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,648.69 จุด ลดลง 81% จากสัปดาห์ก่อน  อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันกลับเพิ่มขึ้น 17.56% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 50,414.37 ล้านบาท 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.35% มาปิดที่ 357.43 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา เผชิญแรงเทขายเกือบตลอดสัปดาห์จากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากประเด็นการเมืองภายในประเทศที่มีความชัดเจนมากขึ้นก็ตาม  

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ลดช่วงลบบางส่วนลงในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด   

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 13-17 พ.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,635 จุดและ 1,620 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,655 จุดและ 1,665 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผลประกอบการงวดไตรมาสแรกปีีนี้ ของบริษัทจดทะเบียนไทย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนเม.ย. และผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนพ.ค. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกของยูโรโซน ข้อมูลการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. ของจีน

 

ฝั่งตลาดเงิน ค่าเงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือน

 

โดยช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางสัญญาณที่ตึงเครียดขึ้นของประเด็นทางการค้าสหรัฐฯ-จีน ประกอบกับน่าจะมีแรงซื้อคืนเงินบาทบางส่วนหลังตลาดกลับมาเปิดทำการจากช่วงวันหยุดยาว อย่างไรก็ดี  เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์หลังผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งตัดสินใจคงดอกเบี้ย แต่ฟื้นตัวกลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือนได้ช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง ประกอบกับนักลงทุนยังคงรอติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด

 

โดยในวันศุกร์ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 31.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 32.04 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 พ.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 13-17 พ.ค.ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.40-31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจในประเทศ น่าจะอยู่ที่สถานการณ์ทางการเมือง 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระหว่างสัปดาห์ 

 

ประกอบด้วย สำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือน พ.ค. ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก ยอดค้าปลีก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือน เม.ย. ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนมี.ค.

 

ด้านนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY ให้เกาะติดสงครามการค้า และ ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือน เม.ย. ของสหรัฐฯ โดยสัปดาห์หน้าคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-31.70 บาทต่อดอลาร์สหรัฐฯ

 

โดยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินคลายความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แม้สหรัฐจะขึ้นกำแพงภาษีไปแล้วก็ตามแต่เชื่อว่าจะเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ประกอบกับ การเมืองของไทยสถานการณ์ดีขึ้น ส่งผลให้มีแรงซื้อเงินบาทกลับคืนมา

 

สัญญาณจากทั้งตลาดเงิน และตลาดหุ้น สัปดาห์นี้ต้องจับตา 2 สถานการณ์ใหญ่ แบบตาไม่กระพริบ คือ สงครามการค้า การเมืองและการตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ มีความไม่แน่นอนสูงมาก เปลี่ยนแปลงได้เป็นรายวัน รายชั่วโมง

 

โดยต้องติดตาม“สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังการประกาศมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สู่ระดับ 25% จาก 10% ซึ่งเป็นการสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่ดำเนินมาแล้วระยะหนึ่ง

 

ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาการตอบโต้ของจีน ที่ยืนยันจะตอบโต้ต่อการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน ทำใฟ้คาดเดากันว่า ประเด็นสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อปริมาณการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลกในทางลบ

 

ขณะที่เรื่องที่ 2 ของ “ประเทศไทย” คือ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และที่สำคัญ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะ “เพิ่ม” หรือ “ทำลาย” ความมั่นใจของนักลงทุนทั่วโลก

 

โดยคาดกันว่าเราจะเห็นหน้าตาของรัฐมนตรี และตำแหน่งหน้าที่ โดยเฉพาะใน “ทีมเศรษฐกิจ” ในสัปดาห์นี้

 

ถ้าทุกจุดของการเมืองไทย การตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจไทยก็มีความหวังว่าจะมี “คนดูแลที่ดีขึ้น”ได้ ตลาดเงิน และตลาดหุ้น คงจะดีดตัวขึ้นได้ แต่หากเป็นทางตรงกันข้าม สถานการณ์ก็ยังไม่เป็นใจให้หุ้นไทยปรับขึ้น

 

ขณะที่ข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ฮอตที่สุดคงหนี้ไม่พ้น “ประเด็นการค้า”

 

นักวิชาการชี้ สหรัฐตัดสินใจเก็บภาษีนำเข้าจากจีน ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

 

นายจอน เทย์เลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยเซนต์โทมัสในฮูสตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การที่สหรัฐตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั้งหมดจากจีน หลังจากที่การเจรจาการค้าเสร็จลงเพียงไม่นาน ยิ่งทำให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น แทนที่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่านี้

 

นายเทย์เลอร์กล่าวว่า คำขู่ว่าจะฉีกข้อตกลงและเรียกเก็บภาษีมากขึ้นไม่ใช่กลยุทธ์ที่ควรถูกนำมาใช้บนโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่เป็นหนึ่งในมหาอำนาจชั้นนำของโลก

 

การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้น หลังจากเมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้สั่งการให้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ เริ่มกระบวนการเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่ต่อสินค้านำเข้าที่เหลือทั้งหมดจากจีนซึ่งมีมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้จีนออกมาประกาศว่าเสียใจอย่างยิ่งต่อตัดสินใจดังกล่าว และถูกบังคับให้ต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยความจำเป็น

 

นายเทย์เลอร์กล่าวว่า หากมองในฝั่งจีน การที่สหรัฐออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น จะยิ่งทำให้พวกเขาไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการเจรจาที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเท่าเทียม

 

เทย์เลอร์ระบุว่า ตลอดเวลาที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากทางสหรัฐ จีนก็มักจะออกมาย้ำอยู่เสมอๆว่า การเก็บภาษีจากพวกเขามากขึ้นนั้นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่หนทางเดียวที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้จบลงก็คือการหันมาร่วมมือและปรึกษาหารือด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

 

เขาเสริมว่า "จีนได้แสดงความยับยั้งชั่งใจและอดทนอดกลั้น" ในระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐมาโดยตลอด

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเรียกร้องญี่ปุ่นลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร หวังลดยอดขาดดุลการค้า

 

นายซอนนี เพอร์ดู รมว.เกษตรสหรัฐเปิดเผยในวันนี้หลังการประชุมกับนายทากาโมริ โยชิกาวา รมว.เกษตรของญี่ปุ่นว่า เขาต้องการที่จะลดยอดขาดดุลการค้าขนาดใหญ่ของสหรัฐกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความพยายามล่าสุดที่จะเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ

 

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายเพอร์ดูและนายโยชิกาวาได้พบปะกันนอกรอบการประชุมรมว.เกษตรกลุ่มจี-20 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประธานในวันนี้

 

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นและสหรัฐเริ่มการเจรจาการค้าทวิภาคีในกลางเดือนเม.ย. โดยสหรัฐหาทางที่จะปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ของสหรัฐ ขณะที่บรรดาสมาชิกของข้อตกลงการค้าเสรีภาคพื้นแปซิฟิก ส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่นด้วยอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า

 

คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนธ.ค.กับสมาชิกที่เหลือ 11 ประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น และ ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา และ นิวซีแลนด์