"พุทธิพงษ์" แถลงจับกุมนักกิจกรรมฯ ยันไม่ได้เลือกปฏิบัติ
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลา 13:51 น.

 

8 ต.ค.62 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท.และ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ร่วมแถลงผล“ปฏิบัติการปราบปรามเนื้อหาไม่เหมาะสม” สืบสวนปราบปรามผู้ที่เผยแพร่สื่อในเนื้อหาไม่เหมาะสม รวมถึงผู้ร่วมขบวนการบนสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง โดยสามารถจับกุมนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1520/2562 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ข้อหาตามมาตรา 14(3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐาน “นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ” จับกุมได้ที่บ้านพักในซอยอารีย์สัมพันธ์ 3 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.

 

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ไม่หวังดีได้ก่อกระแสข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยการติดแฮชแท็กและโพสต์ข้อความเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กอันจะสร้างความเกลียดชัง จนมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมหลักร้อยราย และแชร์โพสต์ต่อกว่า 50 ครั้ง ดังนั้น รมว.ดีอี จึงสั่งการให้ บก.ปอท. สืบสวนติดตามจนสามารถยื่นคำร้องขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท 

 

ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ ยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ แต่ไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งเมื่อตรวจสอบประวัติแล้วพบว่านายกาณฑ์ เคยโพสต์ในลักษณะที่เกี่ยวกับความมั้นคงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ

 

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสรีภาพในการโพสต์ การแชร์หรือคอมเมนต์ แต่ต้องมีวิจารณญาณว่าเรื่องที่โพสต์ไปเป็นความจริงหรือไม่ และหากโพสต์ไปจะมีใครเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่แชร์และคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวร่วมหลักร้อยนั้น จากนี้ก็จะพิจารณาว่าต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำหรือไม่ต่อไป และขอฝากเตือนว่าสำหรับประชาชนผู้ใดที่แชร์หรือส่งต่อข้อความลักษณะดังกล่าวจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(5) ต้องระวางโทษเท่ากับผู้โพสต์หรือผู้นำเข้าสู่ระบบเช่นกัน

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าการจับกุมนายกาณฑ์ โดยไม่มีหมายเรียกก่อน ถือว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่นั้น นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งหน่วยงานรัฐและตำรวจ ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบและขั้นตอนเพื่อขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเราไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจศาลได้ ยืนยันว่าการจับกุมทุกครั้งต้องดำเนินการภายใต้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ไม่ได้ตั้งเป้าใครเป็นศัตรูหรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน การที่จะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดนั้นต้องทำตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากไม่มีหลักฐานก็จะดำเนินคดีไม่ได้

 

นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า สำหรับศูนย์เฟคนิวส์นั้น เป็นเพียงหน่วยคัดกรองข่าวที่มีเนื้อหาไม่เป็นความจริง และอาจจะกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง ซึ่งปกติทางดีอีและ ปอท.ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว โดยศูนย์เฟคนิวส์นั้น เมื่อได้รับแจ้งเบาะแสข่าวปลอมมา จะตรวจสอบภายใน2 ชั่วโมง ก่อนประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงต่อไป นอกจากนี้ ขอฝากร้านค้าร้านกาแฟต่างๆ ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการ ต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไวฟายภายในร้าน ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ตของผู้ลงทะเบียนใช้ไวฟายของร้านเป็นเวลา 90 วัน เพื่อป้องกันเมื่อมีเหตุอะไรแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องขอข้อมูลดังกล่าว โดยอาศัยความตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 ซึ่งดีอีได้หารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปอท.แล้ว และหากไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษตามกฎหมาย

 

ที่มา thaipost