ลุ้นรีบาวด์
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เวลา 07:38 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ รูม44”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนีปิดที่ระดับที่ 1,608.11 จุด ลดลง 2.46% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 50,441.42 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงสัปดาห์ก่อน 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 5.06% มาปิดที่ 339.33 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังจีนประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ประกาศมาตรการที่พุ่งเป้าไปที่การกีดกันบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน ประกอบกับมีแรงกดดันจากการขายสุทธิหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติ 

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงรอติดตามประเด็นสงครามการค้า และสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศอย่างใกล้ชิด    

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 21-24 พ.ค. (20 พ.ค.หยุดชดเชยวันวิสาขบูชา)  บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,590 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,620 และ 1,630 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 1/62 ของไทย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมเฟด ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองเดือนเม.ย. ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) สำหรับเดือนพ.ค. ของยูโรโซน รวมถึงจีดีพีไตรมาส 1/62 และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเม.ย. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกปกคลุมด้วยปัจจัยลบ โดยตลาดยังมีความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้นักลงทุนขายลดความเสี่ยงออกมา 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะตอบรับประเด็นการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ซึ่งกันและกันไปพอควร แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงในทางปฎิบัติอาจจะเห็นชัดเจนในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้ ทำให้ยังเป็นปัจจัยที่รบกวนตลาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างไร

 

ล่าสุดหลายหน่วยงานของไทยก็ได้ลดเป้าหมายการส่งออกและการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้ลงบ้างแล้ว ขณะที่คาดว่าประเด็นสงครามการค้าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในการพบปะของผู้นำทั้งสองประเทศ บนเวทีการประชุม G20 ในเดือนมิ.ย.

 

ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังรอดูความชัดเจนทางการเมืองของไทย ที่จะมีการเปิดประชุมรัฐสภา และจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็อาจจะมีสัญญาณบ่งชี้เชื่อมโยงถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลในอันดับต่อไป รวมถึงยังรอดูการเปิดเผยตัวเลข GDP ในไตรมาส 1/62 และตัวเลขการส่งออกของไทยด้วย

 

สำหรับทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 21-24 พ.ค. บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) มองว่าดัชนีมีโอกาสรีบาวด์จากที่ปรับตัวลงมาลึกมากทำให้แรงขายเบาบางลง และทิศทางการเมืองในประเทศที่น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่การปรับขึ้นของดัชนีก็น่าจะยังจำกัดอยู่ในกรอบแนวต้าน 1,650 จุด เพราะตลาดยังรอปัจจัยจากสงครามการค้าเป็นหลัก ส่วนแนวรับสัปดาห์หน้ามองไว้ที่บริเวณ 1,590 จุด

 

ส่วนฝั่งตลาดเงิน ค่าเงินบาทลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตามทิศทางเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ก่อนจะดีดตัวกลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ 31.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ 

 

ขณะที่ตลาดในประเทศรอติดตามประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับรายงานนโยบายค่าเงินของประเทศคู่ค้าโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์เช่นเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาคท่ามกลางความไม่แน่นอนของประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าที่คาด 

 

ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.เงินบาทอยู่ที่ 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 31.59 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (10 พ.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 21-24 พ.ค. ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.60-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจในประเทศ น่าจะอยู่ที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/62 การส่งออกเดือนเม.ย. และสถานการณ์ทางการเมือง ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทิศทางค่าเงินหยวน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนเม.ย. รวมถึงบันทึกการประชุมเฟด (30 เม.ย.-1 พ.ค.) 

 

ขณะที่นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY ให้ต้องติดตามในวันอังคารที่จะถึงนี้ ที่จะ การประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/62 ของสภาพัฒน์ และ สงครามการค้า โดยคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.65-31.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ใกล้เคียงกับนักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ  ซึ่งคาดว่า สัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50 - 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยให้ติดตามปัจจัยสำคัญ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงาน GDP ไตรมาส 1/2562 และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ต้องจับตาว่ารอบนี้สภาพัฒน์จะปรับลดประมาณการ GDP ของไทยลงจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่3.5-4.5% หรือไม่ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทั้ง การส่งออก การบริโภค การลงทุน และอัตราเงินเฟ้อ

 

ขณะที่ธนาคาร ซี ไอเอ็มบี ไทย คาดเงินบาทสัปดาห์วันที่ 21-24 พ.ค.จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะผันผวนได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

ทั้งนี้ประเด็นหนุนการแข็งค่าของเงินบาทมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่สูงต่อเนื่อง ประกอบกับความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะชะลอลงและส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีเนื่องจากจีนและประเทศในเอเชียรวมทั้งไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสูง

 

ดังนั้น หากหยวนอ่อนค่าเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯก็จะส่งผลกดดันค่าเงินเอเซียโดยรวมรวมทั้งเงินบาทให้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯด้วย

 

ทั้งนี้ สำหรับข่าวคราวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลักๆ ยังเป็นประเด็นความกังวลต่อ “สงครามการค้า”รอบใหม่

 

เริ่มจากผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ “คริสติน ลาการ์ด” ที่ออกมาเตือนว่าสงครามการค้าสหรัฐ-จีนอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

 

นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจสร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หากไม่ได้รับการแก้ไข

 

"ความเสี่ยงในช่วงขาลงที่เราเห็นยังคงเป็นความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และหากความตึงเครียดเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ความเสี่ยงดังกล่าวก็จะยังคงดำเนินต่อไป" นางลาการ์ดกล่าว

 

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนประสบความล้มเหลวในสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่ประชุมไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ขณะที่สหรัฐได้เพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% ส่งผลให้จีนทำการตอบโต้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.

 

เช่นเดียวกับความเห็นของหนึ่งในคู่สงคราม “ธนาคารกลางจีน”เตือนความขัดแย้งทางการค้ากระทบเศรษฐกิจโลก

 

ธนาคารกลางจีน (PBOC) เตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก โดย PBOC ระบุในรายงานว่าด้วยการใช้นโยบายการเงินประจำไตรมาสแรกว่า ความขัดแย้งทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ และความไม่แน่นอนในหลายส่วนจะทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆ เปราะบางมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการค้ากำลังค่อยๆเผยให้เห็นมากขึ้น ตั้งแต่การที่ผู้ประกอบธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ไปจนถึงอุปสงค์ภายนอกประเทศที่ลดลงอันเนื่องมาจากภาวะห่วงโซ่อุปทานชะงักงันและในอนาคต ความขัดแย้งทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจฉุดเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้นผ่านอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ลดลง รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงิน

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากภายนอก แต่ PBOC คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจีนจะยังมีเสถียรภาพ โดยจีนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนหลากหลายรูปแบบทั้งภายในและภายนอกประเทศ เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายยังสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆได้ ทั้งยังมีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณความมีเสถียรภาพในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีการขยายตัว 6.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

 

จีนครวญถูกสหรัฐรังแกในการเจรจาการค้า ส่งผลประสบความล้มเหลว

 

นายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสหรัฐมีพฤติกรรมรังแกจีนในระหว่างการเจรจาการค้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาประสบความล้มเหลว

 

"ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ในการเจรจาการค้าและเศรษฐกิจระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนและสหรัฐรอบที่ 11 อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียใจที่ว่า ฝ่ายสหรัฐได้เพิ่มความขัดแย้งทางการค้าแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเจรจา" นายเฟิงกล่าว

 

"จีนเชื่อมาโดยตลอดว่าการขึ้นภาษีไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า อย่างไรก็ดี จีนจะดำเนินการตอบโต้ด้วยมาตรการที่จำเป็น และเราขอเรียกร้องให้สหรัฐเร่งแก้ไขในสิ่งที่ผิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เพิ่มขึ้นต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคในทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก" เขากล่าว

 

และนอกเหนือจากประเด็นการเจรจาการค้กับจีน ทั่วโลกยังจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นและยุโรปด้วย 

 

โดยในส่วนของญี่ปุ่น จะมีการเจรจาระหว่างนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะจัดขึ้นในวันที่ 27 พ.ค. ในช่วงที่ปธน.ทรัมป์เดินทางเยือนญี่ปุ่นในฐานะอาคันตุกะคนแรกของญี่ปุ่นที่จะเข้าพบกับสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโต

 

แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่น ประเมินภาพว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐไม่มีแนวโน้มที่จะออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อผู้นำญี่ปุ่นและสหรัฐประชุมกันที่กรุงโตเกียวในปลายเดือนนี้ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเสนอมุมมองที่แตกต่างกันในประเด็นด้านการค้าทวิภาคี และเกาหลีเหนือ

 

ทั้งนี้ นายอาเบะและนายทรัมป์กำลังเผชิญความยากลำบากในการทำข้อตกลงในการเจรจาการค้าทวิภาคีที่เริ่มขึ้นในเดือนเม.ย. ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นหนทางที่จะลดยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐกับญี่ปุ่น

 

ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง “โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐที่ประกาศว่า รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้า เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐ ว่าเป็นการถอยหลังลงคลอง

 

โตโยต้า มอเตอร์ เซลส์ ยูเอสเอ อิงค์ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ระบุในแถลงการณ์ว่า การประกาศดังกล่าว นับเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่สำหรับผู้บริโภคสหรัฐ แรงงาน และ อุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะในประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การจำกัดการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ จะขัดขวางการสร้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

 

"หากมีการกำหนดโควต้านำเข้า ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดก็จะเป็นผู้บริโภค ซึ่งจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น และมีรถยนต์ให้เลือกน้อยลง"

 

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า โตโยต้า มอเตอร์ เซลส์ ได้ตอกย้ำถึงการที่โตโยต้ามีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงการสร้างงาน โดยมีการจ้างงานชาวอเมริกันทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 475,000 คน และมีการลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐ โดยโตโยต้ามีโรงงานผลิต 10 แห่ง มีเครือข่ายดีลเลอร์ 1,500 แห่ง รวมไปถึงห่วงโซ่อุปทาน และหน่วยปฏิบัติงานอื่นๆ ในสหรัฐฯ

 

"การประกาศของสหรัฐเป็นการส่งสาส์นกับโตโยต้าว่า การลงทุนของเราไม่ได้รับการต้อนรับ และการมีส่วนร่วมของพนักงานของเราทั่วสหรัฐนัน ไม่มีคุณค่า" โตโยต้า มอเตอร์ เซลส์ระบุ

 

ขณะที่ความร่วมมือของสหรัฐฯ และยุโรป ดูดีกว่า โดยสภาพยุโรปเผยว่า พร้อมเจรจาการค้าสหรัฐ หลังทรัมป์ชะลอเก็บภาษีรถยนต์

 

นางเซซิเลีย มัลสตรอม ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า EU พร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าที่จำกัด ซึ่งรวมถึงรถยนต์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ตัดสินใจชะลอการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์จากต่างประเทศออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้สหรัฐมีเวลามากขึ้นในการเจรจาการค้ากับยุโรป และญี่ปุ่นในช่วง180 วัน

 

 

"เราได้รับทราบว่าสหรัฐได้ชะลอการตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์จากต่างประเทศออกไปอีก 6 เดือน แต่เราขอปฏิเสธความคิดที่ว่าการส่งออกรถยนต์ของเราถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ" นางมัลสตรอมทวีตข้อความในวันนี้

 

"เราจะหารือกับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ในสัปดาห์หน้าที่กรุงปารีส และหารือกับบรรดารัฐมนตรีการค้าในวันที่ 27 พ.ค." ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

 

นอกจากนั้น สหรัฐฯ ยังเตรียหาสิาทดแทนจากจีนมากขึ้น โดยสื่อเผยสหรัฐใกล้บรรลุข้อตกลงยกเลิกภาษีเหล็ก,อลูมิเนียมจากแคนาดา,เม็กซิโก

 

สื่อรายงานว่า สหรัฐใกล้บรรลุข้อตกลงที่จะทำให้มีการยกเลิกการเรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งจะช่วยให้สภาคองเกรสสหรัฐให้การอนุมัติต่อข้อตกลงการค้าสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ที่จะเข้ามาแทนที่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA)

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะนี้ทั้งสามประเทศกำลังหารือกันเกี่ยวกับกำหนดวันในการยกเลิกภาษีดังกล่าว ขณะที่ Politico รายงานว่า ทั้งสามประเทศอาจบรรลุข้อตกลงอย่างเร็วที่สุดในวันนี้ ขณะที่การเจรจายังคงดำเนินไป

 

ไปที่ฝั่งยุโรปกับมหากาพย์ Brexit  นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมนำเสนอข้อตกลง Brexit ที่ดีกว่าเดิมให้รัฐสภาพิจารณา

 

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุในบทความในหนังสือพิมพ์เดอะซันเดย์ไทมส์ว่า เธอเตรียมนำเสนอข้อตกลงว่าด้วยการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่ "ใหม่และดีกว่าเดิม" ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา

 

โดยเธอจะไม่ขอให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาข้อตกลงเดิม แต่จะขอให้พิจารณาข้อตกลงที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเธอเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา

 

ทั้งนี้ รัฐสภาจะโหวตข้อตกลง Brexit เป็นครั้งที่ 4 ในต้นเดือนมิ.ย. หลังจากที่ปฏิเสธติดต่อกัน 3 ครั้ง ขณะที่แถลงการณ์จากแกนนำของพรรคอนุรักษ์นิยมระบุว่า นางเมย์จะประกาศกำหนดเวลาของการลาออกจากตำแหน่งภายหลังการโหวต

 

ขณะทีฝั่งอิตาลี คงไม่ความไม่แน่นอนเช่นกัน โดยผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี เปิดเผยว่า อิตาลีไม่สามารถประวิงเวลาในการเริ่มปรับลดหนี้สาธารณะของประเทศ 

 

ซึ่งความเคลื่อนไหวของผู้ว่าการธนาคารกลางอิลาลีในครั้งนี้ ป็นการจุดประเด็นหนี้สินขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากปัญหานี้ได้กดดันอิตาลีมาเป็นเวลาหลายปี และขณะนี้อยู่ใกล้ระดับวิกฤติแล้ว 

 

โดยล่าสุด หนี้สาธารณะของอิตาลีใกล้แตะระดับ 2.4 ล้านล้านยูโร (2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเท่ากับ 132% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของอิตาลีอยู่ที่ระดับสูงสุดในสหภาพยุโรป (EU)