ย้อนรอย 5 ครั้ง เศรษฐกิจโลกถดถอย จับสัญญาณให้ดี ...มีหรือไม่มีครั้งที่ 6

 

หลังจากตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ออกมาไม่ค่อยสดใส 

 

เพราะทั้งฝั่งยุโรป อังกฤษ หรืออิตาลี ตัวเลขการขยายตัวที่ออกมาก็หดตัวทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่พี่ใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุด อย่างเยอรมณี  

 

นอกจากนั้น ในฝั่งอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่อเมริกาเหนือ อย่างสหรัฐฯ หรือพี่ใหญ่ฝั่งละตินอเมริกา อย่างบราซิล และแม็กซิโก ตัวเลขการขยายตัวชะลอลงเช่นกัน ไม่เว้นประเทศไทยที่ ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ 2 ไตรมาสหลัง คือ ไตรมาสแรกของปีนี้ และไตรมาสที่ 2 ออกมาชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า

 

“โลกจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอย” อีกครั้งหรือไม่ เราจะมาย้อน 5 วิกฤตครั้งสำคัญของโลกกันก่อน แล้วมาหาคำตอบ วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 6 กัน...

 

วิกฤตครั้งแรก ในปี 1929  หรือ Great Depression

 

ซึ่งถือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุด ที่ในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และขยายวงไปยังประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 25% ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน ส่งผลให้มีแรงเก็งกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แบบล้มหลาม และส่วนใหญ่เป็นการ “กู้เงิน” มาลงทุน โดยในขณะนั้น มีเงิน 1 เท่า กู้เงินซื้อหุ้นได้สูงถึง 10 เท่า

 

แต่ไม่มีสินทรัพย์ไหนที่ราคาขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

 

ในที่สุด “ฟองสบู่” ก็แตก ราคาหุ้นร่วงลงแรงกว่า 30% ส่งผลให้มีคนล้มละลายจำนวนมาก รวมทั้งธนาคารพาณิชย์จำนวนมากและอีกหลายบริษัทที่ฐานะการเงินเข้าสู่ภาวะวิกฤต ชาวอเมริกันจำนวน 1ใน 3 ตกงาน ส่งผลต่อเนืองถึงผลประกอบการของบริษัท และการลงทุนทั่วโลก 

 

วิกฤตครั้งที่ 2 วิกฤต “ราคาน้ำมัน” 1973 และ 1979 

 

วิกฤต Oil Crisis หรือวิกฤตน้ำมันครั้งแรกในปี 1973 และ Oil Shock หรือวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 ในปี 1979 ทำให้ช่วง 10 ปีนั้น เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงวิกฤต โดย ในปี เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือกลุ่ม OPEC โดยเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตที่ได้รับการหนุนหลังโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมากจากสงครามอาหรับ-อิสราเอล ทำให้กลุ่มโอเปกร่วมกันคว่ำบาตรสหรัฐฯ ดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงถึงกว่า 300% ส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจทั่วโลก

 

ขณะที่ในปี 1979 นั้น การสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันมาจากผลของสงครามอ่าวเปอร์เซียระหว่างอิรักและอิหร่าน ซึ่งแน่นอนว่า สหรัฐฯมีส่วนเข้าไปเอี่ยวด้วยเหมือนเคย ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% กระทบหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลกไม่แพ้กัน

 

วิกฤตครั้งที่ 3 วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ปี 1997 

 

วิกฤตที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด เพราะจุดเริ่มต้น ที่ประทุอาการดังกล่าว เกิดขึ้นที่ประเทศไทยของเราเอง เริ่มจากการมีการเก็งกำไรปั่นฟองสบู่อย่างมหาศาล ทั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น และค่าเงิน รวมทั้ง การปล่อยกู้ที่หละหลวมและมีการทุจริตอของเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และบริษัทเงินทุน รวมทั้งมีการกู้เงินจากต่างประเทศจำนวนมาก

 

ในที่สุด เมื่อฟองสบู่เริ่มแตก เศรษฐกิจชะลอตัว นักเก็งกำไรต่างเข้ามาโจมตีค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าพื้นฐายของเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ส่งผลให้ไทยต้องยอมแพ้ลอยตัวค่าเงินบาท บริษัทขนาดใหญ่มีหนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ธนาคารพาณิชย์ล้มละลาย และมนุษย์ทองคำตกงานจำนวนมาก และที่น่าสนใจคือ โมเดลวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” นี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศทั้งในเอเชีย และละตินอเมริกาในเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาอย่างรุนแรง

 

วิกฤตครั้งที่ 4 วิกฤต ดอทคอม.ปี 2000

 

การเข้ามาของอินเตอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ และเว็บไซด์ โดยเฉพาะตระกูล .Com ได้เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ธุรกิจที่ทำธุรกิจในสายเทคโนโลยีเหล่านี้ ต่างมีผลประกอบการอู้ฟู่ ทำเงินได้มหาศาลในเวลาอันสั้น ส่งผลให้ดัชนีหุ้นแนสแด็ก คอมโพิซิส เป็นตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเทคโนโลยีและไอทีนิยมเข้าจดทะเบียนหลัก ทำให้เป็นตลาดหุ้นที่รวมดาวบริษัทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเอาไว้จนถึงปัจจุบัน

 

และซ้ำรอยกับทุกวิกฤต เมื่อเงินทองหาง่าย การเก็งกำไรก็เกิดขึ้น ดัชนีแนสแด็กพุ่งขึ้นจาก 800 จุดในปี 1995 ไปอยู่ที่ 5,000 จุดในปี 2000 P/E ของตลาดถูกเทรดกันแพงกว่า 100 เท่า กำไรในขณะนี้ ทำให้หลายคนเปรียบนักลงทุนว่า “วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์” แต่เมื่อกำไรของบริษัทเหล่านี้เริ่มไม่แรงอย่างช่วงก่อนหน้า การเทขายหุ้นก็เกิดขึ้น ในปี 2002 ดัชนีแนสแด็กลงต่ำสุดที่เหนือ 1,100 จุดไม่มาก ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นขาดทุนมากกว่า 78% ถ้านับจากจุดสูงสุด

 

วิกฤตครั้งที่ 5 วิกฤตซับไพร์ม ในปี 2008 

 

10 ปีกว่าๆ จากวันนี้  เริ่มต้นการประกาศพักชำระหนี้ของ ตราสารหนี้ประเภทซับไพร์ม ซึ่งออกโดยอิงกับพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ถูกปั่นราคาขึ้นไปเหนือความเป็นจริงหลายเท่า และเมื่อฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์แตก หนี้เสียที่เกิดขึ้นส่งผลต่อฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ รวมทั้งลุกลามสู่สถาบันการเงินในยุโรป และเอเชีย

 

การล่มสลายของสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส  ถือเป็นไฮไลต์ และเป็นคลื่นกระแทกที่ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และส่งผลต่อเศรษฐกิจยุโรปมากจนถึงปัจจุบันนี้

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของแฟนนี เม และเฟรดดี แมก สองสถาบันแปลงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักทรัพย์  รวมทั้งเข้าไปดูแลฐานะการเงินของเอไอจี (AIG) บริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด นำมาออกใช้เพื่อใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

และนับจากวันนั้นถึง ปี 2017 บ้านพักอาศัยเกือบ 7.8 ล้านหลังถูกยึด ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ หายไปกว่า 7.3 ล้าน ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งขึ้นไปอยู่ที่เกือบ 10%

 

สำหรับ “วิกฤตการเงินโลก ครั้งที่ 6” จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้หรือไม่นั้น 

 

กูรูให้ความเห็นว่า มีปัจจัยที่กดดันหลายประเทศ ประการแรก คือ ความอ่อนแอของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีความสุขกับเม็ดเงินไหลเข้าจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง 

 

และสุดท้ายประเด็นสำคัญที่สุด คือ ความรุนแรงและการยกระดับของ “สงครามการค้า” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ และสหรัฐฯกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

และที่สำคัญเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัวที่เปราะบางกว่าที่หลายคนคิด หากมี “จุดแตกหัก” เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่”อาจจะมาเร็วกว่าที่ใครๆ คาดคิด