“สุทิน” ท้านายกฯบริหารศก.ไม่ได้ตามเป้า ให้ลาออกจากตำแหน่ง

 

“สุทิน” ท้านายกฯ หากรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไม่ได้ตามเป้า จีดีพีโตไม่ถึงร้อยละ 5 ตามที่คาดการณ์ไว้ ให้ลาออกจากตำแหน่ง เชื่อเป็นผลดีสร้างความเชื่อมั่นประเทศ ห่วงปี 64 เจอ “ประยุทธภัย” ประชาชนเผชิญหนี้ท่วม

 

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านบาท ว่า การพิจารณางบประมาณปีนี้มีความสำคัญ เพราะเงินจากต่างประเทศซึ่งเป็นรายได้กว่าร้อยละ 70 ของจีดีพี หายไป ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา จึงมีแต่งบประมาณแผ่นดินเท่านั้นที่จะใช้ขับเคลื่อนประเทศ

 

นายสุทิน อภิปรายว่า นายกรัฐมนตรีมีพัฒนาการทางอารมรณ์ดีขึ้น แต่ไม่แน่ใจเรื่องพัฒนาการทางปัญญา เพราะอาจถูกข้าราชการ รัฐมนตรี หรือพรรคร่วมรัฐบาลหลอก เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังกับการจัดการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 มี 3 เรื่องคือ สภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยปี 2564 , การแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่ และถ้าไม่ตรงจุดจะต้องทำอย่างไร ต้องเตรียมเชือกผูกคอตายไว้กี่เส้น หรือถ้าแก้ตรงจุดก็ออกรถใหม่ สร้างบ้านใหม่ หลายอาชีพต้องการรู้ว่ามีการจัดงบประมาณสนับสนุนอย่างไร หลายหมู่บ้านหลายพื้นที่ต้องการรู้ว่างบประมาณลงพื้นที่อย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยากลำบากเพราะการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 หลายสถาบันก็ยืนยันว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี จะอยู่ที่ติดลบร้อยละ 8 การส่งออกติดลบร้อยละ 22 ถึง 30 มีการเลิกจ้างฟ้าผ่า ย้ายฐานการผลิต ไม่มีนักท่องเที่ยว ประชาชนอยู่ได้เพราะเงินเยียวยา ซึ่งจ่ายครบ 3 เดือนแล้ว และได้ไม่ทั่วถึง ส่วนเกษตรกรให้ถึงเดือนกรกฎาคม ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมก็ยังไม่ได้ ระยะเวลาการพักชำระหนี้กำลังจะหมด คำถามคือจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อรายจ่ายกลับมาเป็นปกติ แต่ยังไม่มีรายได้

 

นายสุทินกล่าวว่า สิ่งที่ต้องเจอในอนาคตเรียกว่า “ประยุทธภัย” คนไทยต้องเผชิญหนี้ 5 ประเภทคือ 1.หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี 2.หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ของจีดีพี 3.หนี้ภาคธุรกิจ เจ๊ง ล้มละลายมากขึ้น 4.หนี้เสียในระบบการเงินหรือ NPL มากขึ้น และ 5.ปัญหาหนี้นอกระบบ เข้าสู่อาณาจักรนักเลง ดอกเบี้ยโหด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องเผชิญในปี 2564

 

นายสุทิน ยังเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวม 20 กว่าล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร รวม 10 กว่าล้านล้านบาท แม้บริบทจะต่างกัน แต่ให้ดูที่ผลงอกเงยทางเศรษฐกิจหรือไม่ โดยสามารถเทียบได้จากจีดีพีและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยก่อนสถานการณ์โควิด-19 จีดีพีลงมาต่ำเกือบติดลบ 2 ถึง 3 แต่รัฐบาลนายทักษิณเจอทั้งการใช้หน้า IMF ใช้หนี้ สึนามิ โรคซา หวัดนก แต่ปี 2545 จีดีพีโตร้อยละ 1.5 , ปี 2546 ใช้งบประมาณลดลง แต่จีดีพีสูงถึงร้อยละ 9.6 , ปี 48 และ 49 สามารถจัดงบประมาณสมดุล ไม่ต้องกู้เงินขาดดุลงบประมาณ

 

ส่วนความพยายามเปรียบเทียบกันว่าบางประเทศสามารถกู้เงินได้ถึงร้อยละ 200 นายสุทิน กล่าวว่า เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีหมายถึงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบางครั้งทีมเศรษฐกิจอาจจะหลอกนายกรัฐมนตรี เพราะปกติประเทศไทยกำหนดเกณฑ์ไว้ว่าไม่ควรกู้เกินกว่าร้อยละ 60 ของจีดีพี เพราะเป็นประเทศกำลังพัฒนา อัตราจัดเก็บภาษีอยู่ประมาณร้อยละ 16 ถึง 17 ของจีดีพี แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ไม่มีการจำกัดกรอบการกู้เงิน เพราะความสามารถในการใช้หนี้ต่างกัน สามารถจัดเก็บภาษีได้สูงถึงร้อยละ 30 ของจีดีพี และคาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 6 เดือน หรือช่วงกลางปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลอาจต้องออกกฎหมายกู้เงินอีก เพราะไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพียงพอ และอีกไม่เกิน 1 ปี รัฐบาลก็จะมาขอแก้กฎหมายขยายเพดานหนี้สาธารณะให้มากกว่าร้อยละ 60

 

นายสุทิน กล่าวว่า ปี 2564 จะเป็นปีที่หลายคนบอกว่าเผาจริง และอาจจะลอยอังคารในปีเดียวกัน ซึ่งวันนี้สมาชิกพูดกันทั้งวันว่าอีก 3 เดือนจะมีวิกฤตใหญ่ กูรูด้านเศรษฐกิจบอกว่า จะมีความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศ ถ้าเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ซึ่งธรรมดาแล้วต้องไปเอาเงินคงคลังมาใช้ แต่วันนี้สถานะเงินคงคลังก็เริ่มไม่ดี ง่อนแง่น แม้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ บอกว่าฐานะการคลังดีมาโดยตลอด แต่ชาวบ้านถามกันมาเยอะว่าถ้าฐานะการคลังของประเทศดี ทำไมประชาชนเป็นหนี้เยอะ ทำไมคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นอยู่แบบนี้ และที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อเจอสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิค 19 ทำไมต้องกู้เงินทันที หากสถานะการคลังของประเทศดีอยู่

 

ในแง่การจัดงบประมาณ นายสุทิน กล่าวว่า หลายคนคิดตรงกันว่าไม่ตอบโจทย์การใช้จ่ายงบประมาณตามเป้าหมายและสถานการณ์ มีการประมาณการเศรษฐกิจผิดพลาด บอกเศรษฐกิจจะโตร้อยละ 5 ในปี 2564 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ที่ลบร้อยละ 8 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกระโดดไปเป็นร้อยละ 5 แม้นายสมคิดบอกว่าจะเป็นมังกรบิน แต่ก็บินอยู่แค่ก้นเหว เพราะไม่มีเงินจากต่างประเทศ ไม่มีเงินลงทุน จึงจากมังกรเลยจะกลายเป็นแมงหวี่ และที่ประเมินผิดอีกคือการประมาณการรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท เพราะโอกาสจะเก็บภาษีเข้าเป้าเป็นไปได้ยาก

 

นายสุทิน กล่าวว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีไปดูการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจ แต่นายกรัฐมนตรียังคิดเหมือนเดิม เพราะร่างงบประมาณฉบับนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และโควิด-19 มากลางเดือนมกราคม แต่ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเพียงโยกงบประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำเหมือนเดิม คิดเหมือนเดิม แต่หวังผลลัพธ์ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องป่วยการ ต้องคิดใหม่ทำใหม่จึงจะได้ผลลัพธ์ใหม่ คิดเหมือนเดิมเพียงแต่บูรณาการน้ำปีละ 60,000 ล้านบาท จึงอย่าไปคิดเรื่องอบรมสัมนา แต่คิดเรื่องการพัฒนาที่ดิน การใช้งบประมาณไปกับน้ำ 5 แสนกว่าล้าน แต่เป็นเบี้ยหัวแตก ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ยิ่งลงทุนเรื่องน้ำแบบนายกรัฐมนตรี ยิ่งเกิดภัยแล้งกว่าเดิม น้ำท่วมเร็วกว่าเดิม นายกรัฐมนตรีต้องทบทวน ควรนำงบประมาณไปลงทุนเรื่องใหญ่เมกะโปรเจ็กต์ เช่น โครงการโขงเลยชีมูล ปิงวังยม

 

นายสุทิน กล่าวว่า การทำเรื่องถนนหนทาง งบประมาณที่โป่งขึ้นคือกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย แต่เหมือนที่นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า "ไฟกำลังไหม้บ้าน แต่เอางบไปจัดสวน" เรื่องถนนไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ขอให้เบาหน่อย หากทำในส่วนที่จำเป็นไม่ว่า แต่ถ้าทำในส่วนที่ไม่จำเป็นเช่น ขุดออกมาทำใหม่ กินง่าย กำไรงาม ได้เปอร์เซ็นต์เยอะ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตการประมูลการรับเหมาเพื่อได้เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตนเองจะแปรญัตติตัดโครงการที่มีลักษณะเหล่านี้

 

ส่วนงบประมาณด้านความมั่นคง นายสุทิน กล่าวถึง การจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ในอินเทอร์เน็ตสำนักข่าวอิสราบอกราคาซื้อขาย 200 กว่าล้านบาทต่อลำ แต่กองทัพตั้งงบประมาณถึงลำละ 800 กว่าล้านบาท ซึ่งไม่ตอบโจทย์และอาจเข้าข่ายการทุจริต

 

นายสุทิน กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีน้อยใจ คนบอกว่าเป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็เป็นเรื่องจริง เพราะมีการกู้ทุกปี และปีหน้าจะตั้งฉายานักกู้แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก แต่ถ้ากู้มาแล้ว ก็ขอทำให้จีดีพีโตด้วย โดยขอให้ทบทวนปรับงบประมาณฉบับนี้ใหม่ ไปจัดทำตัวร่างใหม่หรือปรับในชั้นกรรมาธิการ เพราะยังมีงบประมาณปี 2563 และเงินจากพระราชกำหนดกู้เงินอยู่แล้ว และขอให้คิดเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ มีการประกันคุณภาพการบริหาร ให้คิดว่างบประมาณปี 2564 เป็นแผนฟื้นฟูเหมือนการบินไทย หากผู้บริหารทำไม่ได้ตามเป้าก็ปลดทิ้ง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ควรสร้างความเชื่อมั่นรับประกันว่า ถ้าจีดีพีโตไม่ถึงร้อยละ 5 หนี้สาธารณะแตะร้อยละ 60 หนี้ครัวเรือนแตะร้อยละ 85 ของจีดีพีเมื่อไร จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เป็นการการประกันคุณภาพทางการเมือง