แกว่งตัวแคบๆ แต่ผันผวน

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยl ปิดตลาดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 1,670.06 จุด เพิ่มขึ้น 0.91% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 57,178.33 ล้านบาท ลดลง 5.83% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.40% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 354.12 จุด  

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลง ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์จากความกังวลต่อปัจจัยต่างประเทศ ก่อนจะดีดตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ หลังสถานการณ์ต่างประเทศคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาทิ ความกังวลที่ลดลงของโอกาสการเกิดการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) แบบไร้ข้อตกลง ฮ่องกงประกาศถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการ รวมถึงสหรัฐฯ และจีนตกลงจะกลับมาเจรจาการค้ากันอีกครั้ง 

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ถูกจำกัดกรอบการปรับขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงเทขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ  

 

สำหรับสัปดาห์นี้ 9-13 ก.ย. บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,650 จุดและ 1,640 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,680 จุดและ 1,700 จุด ตามลำดับ 

 

โดยต้อง คงได้แก่ สถานการณ์การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และ BREXIT  

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค รวมถึงยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ของยูโรโซน ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคเดือนส.ค. ของจีน รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนส.ค.ของญี่ปุ่น

 

ด้านฝ่ายวิจัย  บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เมอง  ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ว่าจะคลื่อนไหวไซด์เวย์ เนื่องจากตลาดรับข่าวบวกมาก่อนหน้านี้แล้ว 

 

โดยปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นเรื่องการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ รวมถึงทิศทางการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) วันที่ 17-18 ก.ย.นี้ว่ามีการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจอะไรบ้าง 

 

ทั้งนี้ตลาดคาดว่าอีซีบีและเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงในการประชุมดังกล่าว  ส่วนในประเทศติดตามมาตรกรกระตุ้นการท่องเที่ยว และมาตรการช่วยเหลือภาคส่งออกหลังจากที่ได้รับผลกระทบต่อสงครามทางการค้าในช่วงที่ผ่านมา

 

ประเมินแนวรับที่ 1,650 จุด แนวต้านที่ 1,688 จุด   

 

เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างผันผวนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา  โดยเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับค่าเงินหยวนและสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางความกังวลต่อสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ 

 

ท้ายที่สุดกลับอ่อนคาลงอีกครั้ง โดยปิดตลาดวันศุกร์ ที่ 6 ก.ย. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.66 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับระดับ 30.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (30 ส.ค.)  

 

ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 9 ก.ย.รี้ที่ระดับ 30.65 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ30.6ุ6 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยการเคลื่อนไหวล่าสุดของเงินบาทมีทั้งบวกสลับลบแม้ตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐในวันศุกร์จะไม่ดีอย่างที่คาดจนกดให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงแต่ราคาทองคำก็ปรับตัวลงไปด้วยส่งผลให้เงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้น

 

เงินบาทช่วงนี้ยังคงถูกกดดันด้วยแรงขายหุ้นและบอนด์ของต่างชาติอยู่แต่ก็ยังมีผู้ส่งออกทยอยขายกดเงินบาทไว้ทุกระยะสัปดาห์นี้มีโอกาสบ้างที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าถ้าตลาดพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง(Risk On)

 

มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้30.60-30.70 บาทต่อดอลลาร์และกรอบค่าเงินบาทรายสัปดาห์30.30- 30.80 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยในสัปดาห์นี้ต้องจับตาไปที่นโยบายการเงินฝั่งตะวันตกเพราะล่าสุดการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ออกมาส่งสัญญาณ“เป็นกลาง” ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินเนื่องจากผู้ค้าส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดจะต้องลดดอกเบี้ยต่ออย่างน้อย25bps พร้อมกันนี้ก็จะมีการประชุมของธนาคารกลางยุโรป(ECB) ที่คาดว่าจะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นเช่นกันจึงอาจเห็นความผันผวนที่สูงในฝั่งเงินยูโรด้วย

 

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดานี้ที่ 30.40-30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยต่างประเทศที่ตลาดอาจรอติดตาม ประกอบด้วย ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป สถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และ BREXIT 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออก ยอดค้าปลีก เดือนส.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. 

 

ขณะที่ข่าวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์ เศรษฐกิจ ไตรมาส 2ญี่ปุ่นโตต่ำกว่าคาด

 

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2562 ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจากตัวเลขประมาณเบื้องต้นซึ่งระบุว่า GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.8%

 

ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการครั้งล่าสุดของ GDP ไตรมาส 2 ที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลล์สำนักข่าวเกียวโดคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.2% นอกจากนี้ ตัวเลขประมาณการล่าสุดยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวในระดับปานกลาง

 

สำหรับการใช้จ่ายด้านทุนในไตรมาส 2 ขยับขึ้นเพียง 0.2% เมื่อเทียบรายไตรมาส ย่ำแย่กว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นซึ่งระบุว่ามีการขยายตัวถึง 1.5% ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ขยายตัว 0.6% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการครั้งก่อน

 

การเปิดเผยข้อมูลในวันนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจาก 8% สู่ระดับ 10% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคและภาพรวมเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

 

นักบิน "บริติช แอร์เวย์ส" ผละงานประท้วง 48 ชม. ส่งผลเที่ยวบินถูกระงับเกือบทั้งหมด

 

นักบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ผละงานประท้วงเป็นเวลา 48 ชั่วโมงในวันนี้ เนื่องจากข้อพิพาทด้านค่าจ้าง ส่งผลให้เที่ยวบินเกือบทั้งหมดของบริติช แอร์เวย์สต้องถูกระงับ และทำให้แผนการเดินทางของผู้โดยสารต้องหยุดชะงัก

 

ก่อนหน้านี้ สมาคมนักบินสายการบินอังกฤษ (BALPA) ได้แจ้งให้สายการบินบริติช แอร์เวย์สทราบเกี่ยวกับแผนการผละงานประท้วงเป็นเวลา 3 วันในเดือนก.ย.  โดยหลังจากการประท้วงในวันที่ 9-10 ก.ย.แล้ว นักบินวางแผนที่จะผละงานประท้วงอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย.

 

ทั้งนี้ สมาคม BALPA ระบุว่า สายการบินบริติช แอร์เวย์ส ควรแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับนักบินมากกว่านี้ ขณะที่ทางสายการบินมองว่าการผละงานประท้วงเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากบริติช แอร์เวย์ เสนอให้ค่าจ้างด้วยความเป็นธรรมแล้ว