ยูโอบีไล่ออกพนง.ขโมยเงินลูกค้า พร้อมดำเนินคดีถึงที่สุด

 

แบงก์ยูโอบีออกแถลงการณ์ไล่ออกพนักงานขโมยเงินลูกค้า เร่งสรุปวงเงินเสียหายทั้งหมด พร้อมชดใช้ค่าเสียหายต่อเจ้าของบัญชี ก่อนไล่บี้ฟ้องร้องพนักงานเรียกเงินคืน

 

จากกรณีบนโลกออนไลน์ ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอ โดยเพจเฟซบุ๊ก "โย คณากร คนปั้นข่าว" ได้โพสต์คลิปแอบถ่ายความยาว 34 วินาที เป็นเหตุการณ์ที่พนักงานธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีการแจ้งพิกัดว่า อยู่ย่านพหลโยธิน กม.26 โดยเป็นคลิปที่พนักงานสาวรายหนึ่งมีพฤติกรรมยักยอกเงินของลูกค้า พร้อมระบุว่า “พนักงานคนดังกล่าวในคลิป ทำพฤติกรรมลักษณะนี้มานานหลายปี เนื่องจากเป็นลูกค้ารายใหญ่ของสาขานี้ที่ไว้ใจมานาน นำเงินมาฝากธนาคารทุกวันกับพนักงานคนดังกล่าว ซึ่งด้วยความที่ไว้ใจพนักงาน เจ้าของจึงไม่ได้นับเงิน มาถึงก็จะนำเงินมาวางไว้แล้วก็ไป พนักงานคนดังกล่าวจึงใช้วิธีก่อนนำเงินเข้าก็หยิบใส่กระเป๋าตัวเองไว้ ใช้วิธีเดินเข้าไปในห้องดังกล่าวแล้วหลบมุมกล้อง เพราะพนักงานที่สาขาดังกล่าวจะรู้ดีว่า มุมไหนกล้องไปไม่ถึง” ซึ่งคลิปนี้ถูกบันทึกโดยพนักงานธนาคารด้วยกันใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายไว้ หลังพบเห็นความผิดปกติมานานนับปี เนื่องจากพนักงานสาวรายนี้สามารถซื้อบ้าน และรถยนต์ด้วยเงินสด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย

 

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารยูโอบีได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่มีพนักงานสาวของธนาคารยักยอกเงินของแม่ค้าขนมจีนที่ไว้ใจพนักงานคนดังกล่าวด้วยการนำเงินมาฝากไว้ทุกวันและไม่ได้มีการนับจำนวนเงิน ตามที่ปรากฎเป็นคลิป ว่า จากการตรวจสอบกระบวนการปฏิบัติงานของธนาคารโดยละเอียดเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า พนักงานธนาคารมีพฤติกรรมส่อทุจริตจริง ธนาคารใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารมุ่งหวังให้พนักงานทุกคนปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และเป็นมืออาชีพภายใต้มาตรฐานสูงสุดที่พึงปฏิบัติ โดยจะไม่ประณีประนอมต่อพฤติกรรมที่ขัดต่อจรรยาบรรณในการทำงาน นั่นหมายถึงการยุติการจ้างงาน และดำเนินการตามข้อกำหนดและระเบียบปฏิบัติของธนาคารต่อไป

 

นอกจากนี้ ธนาคารจะชดเชยค่าเสียหายแก่ลูกค้าเจ้าของบัญชี ผู้ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมที่พิสูจน์ความผิดแล้วของพนักงานคนดังกล่าวโดยทันที ส่วนพนักงานก็จะดำเนินคดีตามกฏหมาย แต่ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าวงเงินที่ขโมยจากลูกค้าไปนั้นเป็นวงเงินเท่าไหร่ และได้ดำเนินการมาเป็นเวลากี่ปีแล้ว

 

ที่มา เดลินิวส์