ต่างประเทศ

"ทรัมป์" ด่าจีน-อิหร่านกลางที่ประชุมยูเอ็น

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผูันำสหรัฐ กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 74 พุ่งเป้าโจมตีจีนทั้งเรื่องการค้าและฮ่องกง และการประณามหนึ่งในปรปักษ์ตลอดกาลคืออิหร่าน แต่ยังทิ้งท้ายว่า "คุยกันได้"   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) สมัยสามัญครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันอังคาร โดยสาระสำคัญของถ้อยแถลงในปีนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ทรัมป์ขึ้นเวทียูเอ็นจีเอ คือการโจมตีจีนว่า "ไม่รักษาสัญญา" ตามแนวทางการเจรจาการค้า ซึ่งการหารือรอบล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนการประชุมยูเอ็นจีเอ และกล่าวว่ารัฐบาลปักกิ่งไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่เป็นสมาชิก หรือนับตั้งแต่ปี 2544  และพฤติการณ์ด้านการค้าของจีนก่อให้เกิดความเสียหายเชิงลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกที่รวมถึงเศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมทั้งวิจารณ์ดับเบิลยูทีโอว่า "เอาใจ" จีนมากเกินไป   ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีจีนเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ว่ายังคงมีการกดขี่เสรีภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวอุยกูร์ จากสิทธิในการดำรงชีวิตและการนับถือศาสนา นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวถึงสถานการณ์ในฮ่องกง เรียกร้องรัฐบาลปักกิ่งของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยึดมั่นตามข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรที่ว่าด้วยการมอบ "เสรีภาพและประชาธิปไตย" ให้กับชาวฮ่องกง และพูดในเชิงกดดันว่า ไม่ว่าแผ่นดินใหญ่จะจัดการสถานการณ์ในฮ่องกงด้วยวิธีใด และการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 เดือนจะยุติอย่างไร เรื่องนี้จะเป็น "ประวัติศาสตร์" ที่กำหนด "อนาคต" และภาพลักษณ์ของจีนบนเวทีโลก   นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่ารัฐบาลเตหะราน "เกี่ยวข้องโดยตรง" กับเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา และประณามอิหร่านเป็นประเทศที่ "กระหายเลือด" พร้อมทั้งเรียกร้องประชาคมโลกร่วมมือกับสหรัฐในการใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่ยังแย้มว่าโดยส่วนตัวเขายังพร้อมเจรจากับอีกฝ่าย ก่อนทิ้งท้ายในเรื่องอิหร่านว่า "อเมริกาทราบดีว่าทุกประเทศสามารถเป็นผู้จุดชนวนสงครามได้ แต่คนฉลาดที่สุดเท่านั้นซึ่งรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางสันติภาพ"   ที่มา เดลินิวส์

อ่านเพิ่มเติม