เศรษฐกิจจานร้อน

ข่าวดีสงครามการค้า-ลุ้นขึ้นต่อ

  กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์   ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทย...ในมุมมองข่าวและนักวิเคราะห์ชั้นนำ   ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องในช่วงต้น แต่พลิกกลับมาปิดบวกในปลายสัปดาห์    โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดที่ระดับ 1,626.00 จุด เพิ่มขึ้น 1.25% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,274.35 ล้านบาท ลดลง 14.31%    ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.23% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 336.53 จุด    ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากตลาดรอประเมินผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนและข้อตกลงการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ BREXIT    อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ร่วงลงในเวลาต่อมาจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังธนาคารโลกปรับลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีในปีนี้และปีหน้าลง แต่กลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากรายงานข่าวเชิงบวกซึ่งกระตุ้นความคาดหวังของตลาดต่อผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน รวมถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลง BREXIT ระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป     ทั้งนี้ เนื่องในวันจันทร์ที่ 14 ต.ค.เป็นวันหยุดชดเชย และตลาดจะเปิดทำการวันแรกในวันอังคารที่ 15 ต.ค. โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงวันที่ 15-18 ต.ต.ว่าจะมีแนวรับที่ 1,615 จุดและ 1,600 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,635 จุดและ 1,650 จุด ตามลำดับ   โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/62 ประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน และ BREXIT ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. รวมถึงผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนต.ค.   ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/62 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ย.ของจีน รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น     ด้าน บล. เอเซียพลัส  ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันที่ 15-18 ต.ค.ไว้ที่ 1,600-1,640 จุด กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง   โดยมีปัจจัยที่ติดตามมีหลายประเด็น  โดยวันที่ 15 ต.ค.เป็นวันที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟจะแถลงการประมาณการณ์จีดีพีโลก คาดว่าลดลง จากเดิมประเมินไว้ที่  3.2%  รวมทั้งติดตามการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้ว่าจะมีการชะลอการขึ้นภาษีลอตแรกแล้วก็ตาม   ขณะที่ในวันที่ 17-18 ต.ค. เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU)  มีอังกฤษเข้าร่วมประชุมด้วยและต้องดูว่าในสิ้นเดือนต.ค.นี้อังกฤษจะออกจากอียูหรือไม่ มองว่าอาจต้องเลื่อนออกไป ขณะเดียวกันในวันที่ 18 ต.ค.นี้จีนจะประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3  โต 6.1% (yoy)  ลดลง จากเดิมไตรมาส 2 โต 6.2%    ทั้งนี้ จากข่าวที่ออกมาในช่วงสุดสัปดาห์ โดยสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงการค้าขั้นต้น โดยสหรัฐฯ ได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน ทำให้นักลงทุนมองว่า ราคาหุ้นในต้นสัปดาห์จะปรับเพิ่มขึ้นเพื่อรับข่าวดีดังกล่าว   ทัั้งนี้ ในช่วงเช่าวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทย รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงการค้าบางส่วนกับจีน โดยสหรัฐตกลงที่จะระงับการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน จาก 25% เป็น 30% ที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ เพื่อแลกกับการที่จีนเสนอซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมากจากสหรัฐ รวมทั้งยังมีความคืบหน้าในด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐระบุว่า การเจรจาทำข้อตกลงส่วนใหญ่จะดำเนินต่อไป เพื่อที่จะลดยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีน และทำการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม อาทิ การบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ กล่าวหลังการเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรีในกรุงวอชิงตันว่า สหรัฐและจีนได้บรรลุข้อตกลงขั้นต้นที่สำคัญมาก ซึ่งครอบคลุมถึงการซื้อสินค้าเกษตร, การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา, บริการด้านการเงิน และ ประเด็นสกุลเงิน ขณะที่นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า เขาพอใจกับความคืบหน้าอย่างมากในหลายๆ ด้าน   ฝั่งตลาดการเงินสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทหลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 6 ปีที่ 30.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้ทยอยอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากข่าวที่ที่ธปท. ส่งสัญญาณเตรียมจะออกมาตรการ 3 ดูแลค่าเงินบาท ทั้งนี้ เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนในประเด็นการเจรจาการค้า และระหว่างสหภาพยุโรปและอังกฤษในเรื่องรายละเอียดของข้อตกลง BREXIT  อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกดังกล่าวลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่ธปท. ส่งสัญญาณเตรียมจะออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทใน 1-2 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ แรงหนุนสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรับความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันของเงินบาทด้วยเช่นกัน ปิดตลาดวันศุกร์ที่11 ต.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.44 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ต.ค.)   ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันที่ 15-18 ต.ค.ไว้ที่ 30.25-30.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ  โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าหลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทางออกของเรื่อง BREXIT ผลการประชุม EU summit รวมถึงสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด  ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย เดือนต.ค. ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนส.ค. และรายงานภาวะเศรษฐกิจของเฟด (Beige Book) นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/62 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ย. ของจีนด้วยเช่นกัน   สำหรับข่าวคราวที่น่าสนใจ ที่จะมีผลกระทบต่อการซื้อาขายในระยะต่อไป ยังเป็นความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจจริงและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยจีนเริ่มกลับมาดูเงินลงทุนอีกครั้ง โดย CSRC ได้เผยไทม์ไลน์ปลดล็อกนักลงทุนต่างชาติเข้าถือหุ้นในสถาบันการเงิน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) เปิดเผยกำหนดเวลาในการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ให้บริการด้านการเงิน CSRC เปิดเผยว่า จีนจะยกเลิกข้อจำกัดต่อการถือกรรมสิทธิ์ของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อบริษัทจัดการกองทุนของจีนนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 ส่วนข้อจำกัดต่อการถือหุ้นในบริษัทโบรกเกอร์ จะถูกยกเลิกนับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2563 นอกจากนี้ จีนจะยกเลิกข้อจำกัดต่อการถือกรรมสิทธิ์ของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อบริษัทซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของจีนนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 โดยก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศมาตรการที่จะยกเลิกข้อจำกัดต่อการถือกรรมสิทธิ์ของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อบริษัทจัดการกองทุน, บริษัทโบรกเกอร์ และบริษัทซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของจีนในปี 2563 ซึ่งเร็วกว่าเดิม 1 ปี ขณะที่จีนเร่งเปิดตลาดการเงิน   โดยทางการจีน รายงานล่าสุดว่า นักลงทุนต่างชาติเข้าถือครองพันธบัตรสกุลเงินหยวนมากขึ้น ณ สิ้นเดือนก.ย. หลังจากที่จีนเปิดกว้างตลาดบอนด์ให้กับต่างชาติ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของจีน (CCDC) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนก.ย. จำนวนพันธบัตรสกุลเงินหยวนที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติภายใต้การบริหารจัดการของ CCDC นั้น พุ่งขึ้น 19.09% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 1.79 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 2.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   ขณะที่ทางการฝรั่งเศส และเยอรมณีได้ประกาศระงับการส่งออกอาวุธไปยังตุรกี หลังจากที่กองทัพตุรกีโจมตีกองกำลังชาวเคิร์ดในทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมของฝรั่งเศส และเยอรมณี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวานนี้ โดยระบุว่า “ฝรั่งเศส และเยอรมณีตัดสินใจยุติการส่งออกอาวุธสงครามตุรกี เนื่องจากตรุกีอาจใช้ในปฏิบัติการดังกล่าวได้ โดยการตัดใจของฝรั่งเศสมีผลบังคับใช้ทันที" นอกจากนี้ ทั้งสองกระทรวงยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนต่อต้านการปฏิบัติการทางทหารของตุรกี โดยระบุว่าอาจเป็นการสร้างปัญหาทางมนุษยธรรมได้ อย่างไรก็ตาม นายเมฟลุต คาวูโซกลู รมว.ต่างประเทศตุรกี เรียกร้องให้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) แสดงความเป็นเอกภาพกับตุรกี ในความพยายามของตุรกีในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย และกำจัดภัยคุกคามทางตอนเหนือของซีเรีย

อ่านเพิ่มเติม